รับมือการเปลี่ยนแปลงของ Google Adwords ให้ทัน

ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากการลงโฆษณา Google Adwords หลายคนพอที่จะทราบแล้วว่าทาง Google ได้ประกาศยกเลิกการแสดงโฆษณาของ Google Adwords ในด้านขวามือทั่วโลก และได้เพิ่มในส่วนด้านบนอีก 1 ช่อง แทน ซึ่งมีเพียง Keyword บางกลุ่มเท่านั้นที่ถูกปรับเปลี่ยน โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มด้าน E-Commerce

google adwords

ตำแหน่งเป็นสาเหตุของจำนวนคลิก

            สาเหตุที่ยกเลิกการแสดงโฆษณาในด้านขวามือ เพราะว่าอัตราการคลิกของแต่ละตำแหน่งที่ต่าง ซึ่งจำนวนการคลิกโฆษณาด้านขวามือต่างจากตำแหน่งด้านบนหลายเท่ามาก ทำให้เป็นการสูญเสียเงินในการลงโฆษณาที่ไม่คุ้ม

Quality คือคำตอบที่นำไปสู่…ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้แบรนด์สินค้าและเว็บไซต์ต่างๆที่เป็น E-Commerce ควรใส่ใจในการบวนการคิด Key Product ให้ดี ซึ่ง Google Adwords จะมุ่งเน้นไปในเรื่องของ Quality โดยแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

1.Quality Score : เป็นคะแนนที่แสดงถึงคุณภาพของโฆษณา โดยวัดจาก Keyword ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Ads , Landing Page และที่สำคัญจำนวนของ Keyword  ที่มีความเกี่ยวข้องกันมากก็มีส่วน

2.Quality of Content : เป็นในส่วนคุณภาพของบทความที่มีความเกี่ยวข้อง สิ่งที่สำคัญคือบทความของคุณต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ได้คัดลอกมาจากที่ไหนมา

ผลกระทบรอบด้านจากการเปลี่ยนแปลงรอบ

            แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบกับผู้ลงโฆษณาเป็นอย่างมาก ซึ่งระบบ Google Adwords ได้ลดโฆษณาด้านขวามือ ทำให้จำนวนเว็บที่ค้นหาเหลือเพียง 7 ช่อง จึงเป็นข้อดีที่จะช่วยในการจัดระเบียบให้กับโฆษณาที่มีคุณภาพได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แต่การที่ลดช่องที่แสดงบนหน้าค้นหา ก็ส่งผลทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้กระทบไปถึง SEO ซึ่งต้องเลือกที่จะคำนวณให้ความสำคัญกับ SEO มากน้อยแค่ไหน เพราะการทำ SEO จะมีความยากขึ้นมาก หรือจะเลือกที่จะเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Google Adwords

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจหรือซื้อโฆษณาอยู่ คุณควรจะปรับเปลี่ยนการลงโฆษณาเพื่อให้มีคุณภาพที่ดีและสามารถติดอยู่ในตำแหน่งที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ ไม่ว่าจะเป็น Google Adwords หรือ SEO ก็ตามในเรื่องของ Quality ควรจะให้ความสำคัญตลอดเวลา แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะ Google เน้นในเรื่องของ User Experience เป็นพิเศษ

Online Marketing สุดยอดของความสำคัญ

คนรุ่นใหม่อย่างเรา เข้าถึงการตลาดออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย เเละสะดวกรวดเร็ว ตั้งเต่เช้าจนถึงเข้านอน ทั้งรวดเร็ว สะดวกสบาย

Online Marketing คือ การทำการตลาดในสื่อออนไลน์ เพื่อทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จัก โดยใช้วิธีต่างๆ ในการ โฆษณาออนไลน์ หรือ โฆษณาขายสินค้า ที่นำสินค้าของเราไปเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเกิดความสนใจ โดย Online Marketing สามารถทำได้หลายช่องทาง ดังนี้

  1. Search Engine Marketing  การตลาดบน Search Engine การทำให้สินค้าของเราติดอันดับการค้นหาในลำดับแรกๆ ทำให้เรามีโอกาสขายของได้เยอะกว่าเจ้าอื่นๆ โดยมี 2 แบบ คือ SEO (การทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับของ Google) กับ PPC (การซื้อโฆษณา บน Google)
  2. Email Marketing การตลาดที่ทำผ่านอีเมล์ เพื่อส่งข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ ถึงกลุ่มเป้าหมาย ถือว่าเป็นการตลาดที่ต้นทุนต่ำที่สุด ตรงกลุ่ม และสามารถเข้าถึงผู้รับภายในเวลาอันรวดเร็ว
  3. Social Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่าน Social Network ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Instagram, Pinterest ฯลฯ

Online Marketing ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เรารู้จักสินค้าของเรา และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เพียงเท่านี้สินค้าของเราก็สามารถเป็นที่รู้จัก และสร้างยอดขายในโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

ราคาเเละการเลือกเลนส์ แว่นตา

แว่นตา เปลี่ยนเลนส์

1.CR lens เลนส์แว่นตาแบบใสไม่ได้เคลือบสารใดๆ ช่วยทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ราคา 400 บาท

2. Multicoat EMI เคลือบสารป้องกันคลื่นแม่เหล็ก EMI ลดแสงสะท้อนจากมือถือ แท็บแล็ต คอมพิวเตอร์ พร้อม เคลือบ UV400 ให้คุณสวมใส่แว่นตาอย่างสบายตา ราคา 700 บาท

2.1 Multicoat Auto เลนส์แว่นตาสำหรับออกแดดเลนส์จะเข้มขึ้น เมื่ออยู่ในที่ร่มจะเป็นเลนส์ใสพร้อมเคลือบสารป้องกันคลื่นแม่เหล็ก EMI ลดแสงสะท้อนจากมือถือ แท็บแล็ต คอมพิวเตอร์ พร้อมเคลือบ UV400 1,300 บาท

3..Blueblock Plus เลนส์แว่นตาเคลือบสารป้องกันคลื่นแม่เหล็ก EMI และเพิ่มสารเคลือบป้องกัน”แสงสีน้ำเงิน”ที่ทำลาย จอประสาทตาแก้ปัญหาปวดตา ปวดหัว ตาพร่ามัว จากการมองนานๆ ตัดแสงสะท้อนได้100% จากมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ไม่ให้เข้าสู่ดวงตาลดการเกิดโรคต้อกระจกได้ พร้อมเคลือบ UV400 ราคา 1,200 บาท

3.2 Blueblock Auto เลนส์แว่นตาตัวนี้ ออกแดดเลนส์จะเข้มขึ้น เมื่ออยู่ในที่รมจะเป็นเลนส์ใสพร้อมเคลือบสารป้องกันคลื่นแม่เหล็ก EMI และเพิ่มสารเคลือบป้องกัน แสงสีน้ำเงิน ที่ทำลาย จอประสาทตาแก้ปัญหาปวดตา ปวดหัว ตาพร่ามัว จากการมองนานๆ ตัดแสงสะท้อนได้100% จากมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ไม่ให้เข้าสู่ดวงตาลดการเกิดโรคต้อกระจกได้ พร้อมเคลือบ UV400 ราคา 1,900 บาท

– ค่า index1.56
– ราคาเลนส์สายตาปกติและมีค่าสายตา
– ไม่รวมกรอบแว่น
– ราคาเลนส์นี้ยี่ห้อ nippon (แบรนด์จากญี่ปุ่น)
– สนใจเลนส์ยี่ห้อ Hoya,Essilor สอบถามเพิ่มเติม  www.facebook.com/giftgreats

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย

ทุกวันนี้ใครๆก็ใช้อินเทอร์เน็ตแทบทุกวันในการสื่อสาร โดยเฉพาะผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และทางคอมพิวเตอร์ ไว้ในการแชท การหาข้อมูล และติดตามข่าวสารเป็นประจำทุกวัน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในการทำงานบริษัท มาดูข้อมูลภาพรวมและพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย จะเห็นว่าคนไทยติดมือ จนขาดสิ่งนี้ไม่ได้

จากภาพข้อมูลนี้เผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2016 ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 68.1 ล้านคน มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีผู้ใช้ Social Network มากถึง 41 ล้านคน โดย Facebook เป็นเว็บไซต์และแอปที่คนไทยใช้มากที่สุดโดยมีคนใช้ถึง 92.1 % ตามด้วย LINE 85.1% และ Google+ 67%

สำหรับยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2015 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนที่มีจำนวนผู้ใช้ 20 ล้านเลขหมาย และมีการใช้บริการเครือข่าย 4G ถึง 10.8 ล้านเลขหมาย

โดยอุปกรณ์ส่วนใหญ่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยาวนาน ได้แก่ สมาร์ทโฟน 82.1 % เชื่อมต่อนาน 5.7 ชั่วโมงต่อวัน อันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นพวก คอมพิวเตอร์พีซี และ Labtop โดยเชื่อมต่อเน็ต นาน 5.4 ชั่วโมงต่อวัน และ 5.2 ชั่วโมงต่อวัน ตามลำดับ จะเห็นว่าคนไทยติดมือถือ ใช้เน็ตตลอดเวลา

สำหรับกิจกรรมที่คนไทยติดมือถือนี้ นิยมใช้อินเทอร์เน็ต ยังคงเป็นการใช้เพื่อใช้งานเข้า Social Network 82.7% รองลงมาเพื่อการค้นหาข้อมูล 56.7% และใช้เพื่ออ่านข่าวสาร 52.2% เป็นต้น หากแยกเป็นกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเห็นว่า กลุ่ม Gen Y คือกลุ่มที่่่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด ถึง 54.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามด้วยกลุ่ม Gen X 47.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ Gen Z และ Baby Boomer ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตเท่ากันที่ 41.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ข้อมูลจาก สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) และ MarketingOops

การออกแบบช่องทางโฆษณาขายของ

การออกแบบช่องทางการโฆษณาขายของควรน่าจะได้คำนึงถึงเงื่อนไขในการสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการคิดจะซื้อสินค้าชนิดนั้น ๆ ประเด็นสำคัญที่จะนำมาพิจารณา ได้แก่

1. ขนาดการซื้อ (Lot Size) ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการในการซื้อ 1 ครั้ง ยิ่งซื้อน้อยช่องทางการจัดจำหน่ายต้องเน้นความใกล้ชิดกับผู้บริโภคสามารถตอบสนองความสะดวกด้านเวลา เพราะผู้บริโภคจะซื้อบ่อย ๆแต่ปริมาณต่อครั้งไม่มาก

2. ระยะเวลาการรอ (Waiting Time) ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าให้ผู้บริโภคนานเท่าใด ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริโภคต้องการเลือกใช้ช่องทางที่ใช้เวลาเร็วที่สุด สินค้าบางชนิดผู้บริโภครอได้ แต่บางชนิดเมื่อตัดสินใจซื้อต้องได้สินค้าทันที

3. ความสะดวกในการหาซื้อ (Spatial Convenience) การอำนวยความสะดวกในการหาซื้อสินค้าแก่ผู้บริโภค เช่น จำนวนร้านค้าที่มากเพียงพอ การกำหนดจำนวน Showroom หรือความสะดวกจากการสั่งซื้อสินค้าที่บ้านผ่านทาง Catalog Sales

4. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Variety) ช่องทางการจัดจำหน่ายจะนำเสนอต่อผู้บริโภคโดยทั่วไปผู้บริโภคอยากให้มีความหลากหลาย เพื่อจะได้มีโอกาสเลือกสรรสินค้าที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

5. บริการ (Service Backup) บริการที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น การให้สินเชื่อ การรับประกันการจัดส่งการติดตั้ง การซ่อมแซมบำรุงรักษา ฯลฯ ยิ่งบริการมีมากเท่าใดก็เป็นภาระแก่ช่องทางการจัดจำหน่ายมากเท่านั้น แต่ถ้าผู้บริโภคต้องการบริการที่ติดไปกับสินค้า การออกแบบช่องทางการจัดจำหน่ายก็ต้องจัดให้มีศูนย์บริการอำนวยความสะดวกให้ด้วย

จุดเปลี่ยนเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน data center

หากกล่าวถึง data center แล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะนึกถึงการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใช้งบประมาณก้อนใหญ่ แต่สำหรับองค์กรธุรกิจบางประเภทแล้ว data center เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ การพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือลงทุนระบบ data center ใดๆ มีรายละเอียดหลายเรื่องที่ต้องคำนึง โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ data center ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

ดังนั้นหากจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้วทั้งที จึงควรพิจารณาเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นเทคโนโลยีที่รองรับการขยายตัวของ data center อนาคต ทั้งนี้ หมายรวมถึงองค์กรธุรกิจที่มี data center อยู่แล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่อาจทำให้ data center ที่ลงทุนไปไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจในปัจจุบัน ซ้ำยังอาจเป็นภาระขององค์กร กล่าวคือ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น เวลา บุคลากร ค่าใช้จ่ายตรง ค่าใช้จ่ายแฝง เป็นต้น

จุดเปลี่ยนเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน data center

เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Infrastructure) ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ อาทิ อินฟินิแบนด์ (infiniBand) ซึ่งเหมาะสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์-เซิร์ฟเวอร์ ไฟเบอร์ แชนแนล (Fiber Channel) เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์-ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) หรือ อีเธอร์เน็ต (Ethernet) ที่เหมาะกับการเชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์-ผู้ใช้งาน (User) รวมถึงเชื่อมต่อเครือข่ายไอพีเพื่อออกสู่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยในแต่ละเทคโนโลยีจะมีรูปแบบการรับส่งข้อมูลแตกต่างกันไป

โครงสร้างพื้นฐานของ data center ในองค์กรธุรกิจทั่วไปมักจะใช้เทคโนโลยีหลายแบบในการเชื่อมต่อ data center เข้ากับระบบอื่นที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมของการใช้งาน เมื่อมีการขยายระบบใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์ ดิสก์ หรือสตอเรจ ทำให้โครงสร้างของระบบซับซ้อนขึ้นด้วยจุดเชื่อมต่อจำนวนมากบนเทคโนโลยีต่างรูปแบบกันแต่อยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน

ความซับซ้อนของระบบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ยากต่อการดูแลและทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาเพิ่มสูงขึ้น เป็นที่มาของการมองหาหนทางใหม่ในการสลายความยุ่งยากดังกล่าว นั่นคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบง่ายต่อการบริหารจัดการดูแล และขยายระบบเพิ่มเติมในอนาคต ขณะที่ระบบทั้งหมดยังต้องสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นปกติ ที่สำคัญต้องรองรับการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ทันท่วงที

สะดวกสบายไปอีกขั้นกับการเดินทางBangkok Airport Terminals

เมื่อก่อนการเดินทางจากสนามบินดอนเมืองนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยากหรือลำบากพอสมควร แต่เดี่ยวนี้นั้นสะดวกสบายขึึ้น เพื่อมีทางเลือกในการใช้รถโดยสารมากขึ้น ซึ่งที่เปิดตัวไปไม่นั้นนี้นั้นก็คือ limobus ซึ่งสะดวกสบายไปอีกขั้นกับการเดินทางเข้าเมืองจากท่าอากาศยานดอนเมือง โดยทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดบริการรถบัสสาธารณะ Airport LimoBus Express ใน 2 เส้นทาง ได้แก่ ดอนเมือง-เพลินจิต-สวนลุมพินี และดอนเมือง-ถนนข้าวสาร โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป คิดค่าโดยสาร 150 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ รถบัสจะจอดให้บริการที่ชานชาลาขาเข้า ประตู 5

ทั้งนี้ รถโดยสารสาธารณะหรือ Airport LimoBus Express เป็นรถบัสปรับอากาศขนาด 33 ที่นั่ง ให้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจำนวน 8-10 คัน มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (wi-fi) ฟรีภายในรถบัส โดยรถเที่ยวแรกจะออกจากดอนเมือง เวลา 09.30 น. และเที่ยวสุดท้ายออกเวลา 24.00 น. ส่วนรถเที่ยวแรกที่ออกจากสวนลุมพินี และถนนข้าวสาร เริ่มเวลา 04.00 น. และเที่ยวสุดท้ายออกเวลา 20.30 น. โดยรถจะออกจากดอนเมืองทุก 30 นาที ส่วนรถที่วิ่งออกจากสวนลุมพินี และถนนข้าวสาร จะออกทุก 1 ชั่วโมง

ถือว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้โดยสารที่ชอบเดินทางโดยรถโดยสารมากขึ้น ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น ตอบโจทย์มากขึ้น

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.limobus.co.th/news/7

การตลาดออนไลน์เพื่อให้แบรนด์สินค้าติดตลาด

จุดมุ่งหมายสูงสุดของการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะการขายสินค้าเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องยอดขายและผลกำไรที่ได้รับ ทุกบริษัทต่างหวังผลและนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเป้าหมายหลักของธุรกิจ จึงกลายเป็นที่มาของการสร้างสรรค์แผนธุรกิจที่หลากหลายผสานกับการวางกลยุทธ์ที่สลับซับซ้อนและแยบยลมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต

หนึ่งในวิธีการที่จะช่วยทำให้ธุรกิจซึ่งดำเนินงานด้านค้าขายประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งบรรลุวัตถุประสงค์ด้านยอดขายและกำไรก็คือ “การทำให้แบรนด์สินค้าติดตลาด” ซึ่งผู้ประกอบการต้องดึงเอากลยุทธ์วิธีการอื่นๆ เข้ามาเสริมด้วย อย่าได้หวังพึ่งการกระหน่ำยิงสปอตโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันผู้บริโภคฉลาดมากขึ้นทั้งยังมีตัวเลือกมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา โฆษณาจึงมิใช่อาวุธหลักที่น่าสนใจในการทำให้แบรนด์สินค้าติดตลาดเหมือนเช่นดังแต่ก่อนที่เพียงอัดโฆษณาเยอะๆ เข้าไว้เป็นพอ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าโฆษณาไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการได้เลย เพราะหากพูดถึงการส่งแจ้งข่าวสารและสร้างการรับรู้แล้ว โฆษณาก็ไม่เคยทำให้ผิดเลยสักนิด ดังนั้นโฆษณาจึงยังมีประโยชน์และอิทธิพลอย่างมากทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค แต่ประเด็นคือจะใช้โฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม เพราะผู้บริโภคมีหลายลักษณะและแตกต่างจากอดีต ซึ่งแนวทางการโฆษณาที่ดีและน่าจะเหมาะสมในยุคนี้อาจเป็นการลดการยิงสปอตโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ แล้วหันไปใส่ใจคุณภาพของโฆษณามากกว่าปริมาณ นอกจากนี้ควรให้ความสนใจสื่อทางเลือกกระแสอื่นๆ อย่างการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียเน็ตเวิร์กต่างๆ ซึ่งการโฆษณาผ่านสื่ออย่างครอบคลุมจะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงและจดจำแบรนด์สินค้าได้ดีกว่าการเล่นผ่านสื่อกระแสหลักแต่เพียงอย่างเดียว

การที่แบรนด์ติดตลาดถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการทำธุรกิจสมัยใหม่ เพราะนอกจากจะทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มากแล้ว ยังช่วยให้การทำธุรกิจสะดวกสบายและลดอุปสรรคปัญหาต่างๆ ลงไปได้มากพอควร นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถกำหนดทิศทางความไปของตลาดได้หากแบรนด์สินค้าของเราเป็นผู้นำตลาด แน่นอนว่ายิ่งแบรนด์สินค้าติดตลาดและเป็นผู้นำในตลาดมากเท่าไหร่ ผู้ประกอบการก็สามารถบังคับกลไกตลาดให้เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนได้มากขึ้นตามไปด้วย