Private Cloud แหล่งเก็บข้อมูลความปลอดภัยสูง ตอบโจทย์ทุกองค์กร

Private Cloud คือรูปแบบหนึ่ง ของ Cloud Computing ส่วนประกอบคือ Cloud Based Environment ที่แยกออกอย่างชัดเจน พร้อมกับมีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีเยี่ยม ถือได้ว่าเหมาะกับองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้เข้าถึงได้จะต้องได้รับอนุญาติก่อนเท่านั้น

โดยทั่วไประบบ Private Cloud จะถูกจำแนกออกจาก Cloud รูปแบบอื่น จากการที่มีผู้เข้าถึงได้เพียงแค่องค์กรเดียวเท่านั้น เพื่อรักษาข้อมูลที่เป็นความลับของแต่ละองค์กร ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยที่สูงกว่าในระดับปกติ แตกต่างกับการบริการ Public Cloud ที่ให้ผู้ใช้งานหลายๆ คนเข้าถึงได้ นอกจากนั้น Private Cloud จะใช้วิธีดึงทรัพยากรจากแหล่งที่แยกออกมาต่างหาก โดยอาจติดตั้งอยู่ภายในหรือภายนอกก็ได้เช่นกัน

กล่าวคือระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูงในระดับนี้ ถือว่าเหมาะกับกลุ่มองค์กรที่มีการเก็บข้อมูลที่เป็นส่วนตัวไว้ค่อนข้างมาก และมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างสูง เพื่อไม่ให้ถูกรุกล้ำทางข้อมูลได้โดยง่าย

ถ้าจะพูดถึงฟีเจอร์หรือประโยชน์ของ Private Cloud  ก็คงจะมีหลายอย่าง วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงข้อหลักๆ ที่จะทำให้คุณไม่ควรพลาด Private Cloud ด้วยประการทั้งปวง

มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยเทคโนโลยีที่มีแหล่งทรัพยากรแยกออกมาต่างหาก ทั้งยังจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งาน และต้องเชื่อมต่อจากภายในระบบขององค์กรเท่านั้น ทำให้มีความปลอดภัยของข้อมูลที่ค่อนข้างสูง

ควบคุมได้มากขึ้น เนื่องจากบริการ Private Cloud สามารถเข้าถึงได้โดยองค์กรเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น ทางองค์กรจึงสามารถจัดการจากภายในได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้การใช้งานที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด

ใช้ต้นทุนและพลังงานอย่างคุ้มค่า Private Cloud สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในองค์กรได้โดยตรง ถึงแม้ว่าจะประหยัดงบประมาณได้ไม่เท่า  Public Cloud แต่ Private Cloud ก็มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบ LANs แบบเก่า เพราสามารถลดรายจ่ายส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และช่วยให้องค์กรสามารถลด Carbon ที่จะออกมาสู่ชั้นบรรยากาศได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย

มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะหากระบบเกิดความเสียหาย บริการ Private Cloud สามารถดึงทรัพยากรจาก Server ที่ไม่ได้รับความเสียหายมาใช้งานได้ นอกจากนั้น หาก Cloud ถูก Host จากผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับความปลอดภัยแน่นอน

ระบบ Cloud Bursting ผู้ให้บริการ Private Cloud บางรายจะมีบริการ Cloud Bursting เสริมเข้ามา เผื่อกรณีที่มี Traffic สูงขึ้นมากะทันหัน ซึ่งบริการนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถย้ายฟังก์ชันที่ไม่ได้เป็นความลับ หรือข้อมูลสำคัญอะไรไปยัง Public Cloud ชั่วคราวได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับข้อมูลสำคัญ โดย Private Cloud สามารถทำงานร่วมกับ Public Cloud เพื่อสร้าง Hybrid Cloud ขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสูงสุด

Private Cloud ถือว่าเป็นบริการที่มีประโยชน์กับองค์กรทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ด้วยเหตุที่มีทั้งความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยสูง ถือว่าเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ควรมีไว้ในองค์กรเป็นอย่างมาก

 

Containers เปลี่ยนทุกอย่างได้อย่างไร

กลุ่ม DevOps เติบโตมาพร้อมกับ Automation Tools ทั้งหลายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การพัฒนา Application สมัยใหม่ไม่ใช่แค่นั่งเขียน Code แต่ Developer ยังต้องคำนึงถึงการเลือกใช้ Tools และวิธีทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Application

Container เป็นหนึ่งใน Tools ชิ้นสำคัญสำหรับ Workflow โดยเทคโนโลยี Container อย่าง Docker ทำให้เราสามารถจับเอาพวก Key Service จาก Infrastructure ออกมาใช้งานได้ นับว่าฉีกแนวความคิดเรื่องการ Deploy Application และการใช้ประโยชน์จาก Cloud Infrestructure ไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อ Infrastructure ใหม่ถูก Deploy และทดสอบเรียบร้อยแล้ว แค่เปลี่ยน DNS ก็ย้ายมาใช้งานได้ทันที วิธีการนี้จะทำให้สามารถเก็บ Virtual Infrastructure ตัวเก่าไว้เป็น Backup ได้ในช่วงแรก ก่อนจะลบมันทิ้งในภายหลัง

การสร้าง Complete Infrastructre ขึ้นมาเลยอาจฟังดูแปลก แต่เมื่อคำนึงถึงความคุ้มค่าของ Cloud Deployment แล้วก็ไม่แพงไปกว่าการ Deploy Update เฉพาะ Server หรือ Service ที่อาจจะทำงานแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้การ Deploy ทั้งระบบยังอาจทำให้ OS หรือ ซอฟต์แวร์ได้รับการอัพเดทโดยอัตโนมัติอีกด้วย

การไม่ต้องลงทุนกับ Hardware เราสามารถใช้ Cloud Platform ตัวเดียวกันนี้ในขั้นตอน Dev, Test, และ Production ได้เลย เพียงแค่มี Virtual Network แยกแต่ละ Environment กับ Access Control ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถทำงานกับ Production Data ในขั้นตอน Development ได้ด้วยการ Clone Store เมื่อต้องการ Clean Data

Container แหล่งบรรจุทุกอย่าง

การบรรจุ Application ลงใน Docker Container ทำให้จัดการและดึงเอาองค์ประกอบหลักๆ ของ Application จาก Infrastructure มาได้ง่ายขึ้น ทั้งยัง Scale Service ได้อย่างอิสระ

วิธีการนี้นำมาซึ่งรูปแบบใหม่ของ DevOps คือ Idempotent Container โดยแทนที่จะสร้าง Aplication หรือ Service แบบสำเร็จ ก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้าง Container ที่เก็บรวม Application, Service, และทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องใช้ในการรัน Application เข้าไว้ด้วยกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่นึกอยากจะเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็สร้าง Container ขึ้นมาใหม่ ทดสอบ และ Deploy ในฐานะที่เป็นทั้ง Application ไม่ใช่แค่องค์ประกอบชิ้นหนึ่ง การทำแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงของขั้นตอน Development ได้ ต่างจากวิธีการแบบดั้งเดิมที่จะทดสอบแค่ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อ Container ถูกสร้างและ Deploy ขึ้นมาแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจนกว่า Container อันใหม่จะถูก Deploy เพราะ Container เองก็เป็น Sandbox อย่างหนึ่ง การจะเข้าถึงและจัดการ Content ภายในจึงต้องทำผ่าน API เท่านั้น ส่วนในกรณีของ End-User ก็ต้องใช้บริการ UI ทำให้ Container เป็นรูปแบบในอุดมคติสำหรับ Microservice ที่ใช้ API เป็นแค่สื่อกลางการใช้งาน และด้วยบทบาทของ API ซึ่งเป็นเหมือนข้อตกลงระหว่างทีม DevOps ดังนั้น Container ที่รันบน Server Instance ขนาดเล็ก เช่น CoreOS หรือ Nano Server ของ Microsoft ก็จะกลายมาเป็น Block หนึ่งของ Infrastructure

เป็นไปตามกระแส

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ Jenkins กลายเป็น Tool มาตรฐานในขั้นตอนการ Build ได้สร้าง Pipeline Tool ที่รองรับ Docker เพิ่มเข้ามา ลักษณะโครงสร้างที่ปรับแต่งได้ ทำให้สามารถปรับเข้ากับแต่ละ Workflow และทำงานร่วมกับ Source Control Tool รวมทั้ง Development และ Test Platform ได้ง่ายๆ

Kohsuke Kawaguchi ผู้เป็น CTO ของ Cloudbees และ Project Founder ของ Jenkins กล่าวถึงการเพิ่ม Support ของ Docker ว่า “มันช่วยผลักดันความต้องการใช้งาน Jenkins โดยมี Docker ในฐานะ Executable Package Format ให้ Compile และ Package ลงไปใน Binary Blob ที่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที และลบทิ้งได้เมื่อไม่ต้องการแล้ว”

เห็นได้ชัดว่า Docker และ Container Format อื่นๆ เข้ากันได้ดีกับวิสัยทัศน์ของ Cloudbee ที่มีต่อ Jenkins “ผู้ใช้สามารถใช้มันสำหรับการ Test หรือ Production ได้ และถ้าล้มเหลว ก็สร้างขึ้นมาใหม่ สามารถ Compile Code ลงใน Module เหมือนกับ Ruby Gem แล้วใส่ลง Container ก่อนจะส่งไปยัง Puppet เพื่ือ Deployment”

ในขณะที่ Docker File Format อยู่ในฐานะภาษาสากลสำหรับโลก Container ทางด้าน Linux Foundation ก็กำลังสนับสนุนการพัฒนา “Open Container Format” ที่มีลักษณะเป็น Common Format ร่วม ดึงเอาเหล่า Container Developer และตัวแทนผู้ให้บริการทั้งหลายมารวมกัน กระทั่งบริษัทอย่าง Microsoft ก็เข้าร่วมด้วย ซึ่ง Common Container Format นี้จะช่วยกระจายการใช้ Container ในกลุ่มผู้ให้บริการ Cloud ทั้ง Public และ Private ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี การมี Common Format ของ Container ไม่ได้ช่วยขจัดปัญหาด้านการจัดการ Cloud Infrastructure ที่แตกต่างกันได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันก็พอจะช่วยให้การย้าย Service ระหว่าง Cloud สะดวกขึ้น เช่น การย้ายจาก Azure ไปยัง AWS หรือ จาก OpenStack ไปยัง Google Cloud เป็นต้น ส่วน Infrasturcture ที่ถูกจัดการด้วย Puppet หรือ Chef ในระบบคลังของ Git ก็ช่วยให้พัฒนา Translation Layer ที่ใช้ Generic VM และ Network Description สำหรับ Application ได้ และมี Orchestration ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะใช้บริการ Cloud แบบไหนอยู่ก็ตาม

10 ข้อดีของ Cloud

แต่ก่อน เมื่อเราต้องการใช้ Application ต่างๆจาก Software เราก็จะไปหาโหลดตามอินเตอร์เน็ตติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แต่เมื่อเกิด Cloud ขึ้นมา ก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการที่เราสามารถใช้งาน Application หรือ Program ต่างๆได้ผ่านทาง Internet

ทุกวันนี้เราใช้ Cloud โดยไม่รู้ตัวแน่ๆ ทั้งการอัพเดทสเตตัสบท Facebook และการใช้ธนาคารออนไลน์      แอพโอนเงินต่างๆ Cloud Computing สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย

Cloud Computing กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน เรามารู้จัก 10 ข้อดีของการเปรียบมาใช้ Cloud

  1. ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย น่าจะเรียกได้ว่าเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth อยู่ตลอด
  2. ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
  3. อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise ไม่ได้มาติดตั้งกินพื้นที่อยู่ในบริษัทของเรา การดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย บำรุงรักษา หรืออัพเดทซอฟต์แวร์ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเอาเวลาอัพเดทระบบ ไปสร้างสรรค์ธุรกิจของตนได้เต็มที่
  4. ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น
  5. ประสานงานได้ดีขึ้น : ให้ลองนึกภาพ Google Drive เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานกันผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย
  6. อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : สามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามชอบใจ
  7. จัดการเอกสารได้ง่าย Cloud จะช่วยจัดการเอกสารให้ง่ายขึ้นเพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที
  8. ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การโดนขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือทำมันหาย ไม่ใช่แค่เสียเครื่องไปอย่างเดียว แต่ยังสูญข้อมูลข้างในซึ่งอาจเต็มไปด้วยความลับของบริษัทอีกด้วย ระบบ Cloud ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะเก็บไฟล์งานไว้แบบออนไลน์ 100% หมดห่วงข้อมูลรั่วไหล
  9. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจถึงกับต้องถอดใจเมื่อคิดจะลงสนามแข่งกับพวกธุรกิจรายใหญ่ เพราะติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่พอมีระบบ Cloud ก็วางใจได้เลย เพราะ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและ Application ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะในสิ่งที่ต้องการใช้
  10. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : Cloud ยังช่วยลดปริมาณการใช้งานกระดาษ ด้วยการแชร์ข้อมูลออนไลน์แทนที่การปรินท์อีกด้วย

Mirantis OpenStack ร่วมกับ Apcera สร้างความปลอดภัยให้ Open Source

ในปัจจุบัน Open Source ได้กลายเป็น Software ตัวเลือกแรกที่หลายองค์กรนำไปใช้ในการปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ เพราะช่วยทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้นจากการตอบโจทย์ด้าน IT ได้อย่างรวดเร็ว และยังมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ามากกว่า Commercial Software แต่ทั้งนี้ Open Source Solution ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความปลอดภัยที่ไม่เป็นไปตามข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์

        ดังนั้นเพื่ออุดช่องว่างนี้ บริษัท Apcera ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Open Source Solution จึงมุ่งหวังที่จะหาข้อแก้ไขด้วยการพัฒนาระบบคลาวด์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนในที่สุดในงาน OpenStack Summit 2015 ณ. เมือง Vancouver ประเทศแคนาดา บริษัท Apcera ได้ประกาศวางจำหน่าย Hybrid Cloud Operating System สำหรับผู้ใช้ Mirantis OpenStack อย่างเป็นทางการ

        โดย Hybrid Cloud Operating System คือ ระบบที่เกิดจากการร่วมมือระหว่าง Apcera กับ Mirantis ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud OpenStack ผลิตโครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Source ให้แก่องค์กรกว่า 200 แห่ง ซึ่งโดย Hybrid Cloud Operating System จะช่วยให้ผู้ใช้ OpenStack ไม่เพียงแต่สามารถเชื่อมต่อกับ Private Cloud ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Public Cloud อื่นๆ อาทิ Amazon Web Services (AWS), Google Compute Engine (GCE), VMware vSphere ได้อย่างปลอดภัยตามนโยบายชอง Apcera

        และข้อดีของระบบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ใช้ควบคุมทรัพยากรทั้งได้ดีขึ้น มองเห็นการโต้ตอบของทรัพยากรได้ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเชื่อต่อกับ Private Cloud หรือ Public Cloud

อ้างอิง : https://www.apcera.com/blog/bringing-security-open-source

ฉลาดเลือกในการใช้ Virtual Private Cloud ต่อยอดธุรกิจ

การที่ธุรกิจจะเติบโตไปได้ ก็ต้องมีหลายปัจจัยเข้ามาช่วย นอกจากการทำการตลาดเพียงอย่างเดียวแล้ว การร่นระยะกระบวนการในการทำงานให้น้อยลง ก็ถือว่าเราได้ก้าวไปอีกขั้น

อย่างที่รู้ดีกันแล้วว่า Virtual Private Cloud ก็คือบริการที่องค์กรนำเอาเทคโนโลยีคลาวด์มาปรับใช้สร้างคลาวด์ส่วนตัวขึ้นมาได้แต่ใช้ได้เฉพาะในองค์กรเท่านั้น

แต่ถ้าพูดกันจริงๆตัว Virtual Private Cloud ก็รันอยู่ในระบบคลาวด์สาธรณะอยู่ดี ซึ่งข้อจำกัดของ Virtual Private Cloud ก็พบว่ามีอยู่พอสมควร เพราะว่าระบบนี้เป็นแบบ Multi-tenants โดย Resource ทุกอย่างอยู่บน Infra เดียวกันทั้งหมด จึงพบข้อเสียอยู่บ้าง เช่น การจัดการหมายเลขไอพีความยุ่งยากในการดำเนินงาน

ในขณะที่ Amazon Web Services, Google และ Microsoft ใช้บริการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ Virtual Private Cloud ยังช้าเหมือนจังหวะของหอยทาก ถึงแม้ว่าคลาวด์ตัวนี้จะมีข้อได้เปรียบมากมายในการใช้โอเพนซอร์สแต่ความจริงแล้วก็ไม่สามารถทำงานได้เร็วได้เท่าที่ควร

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าองค์กรยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายเริ่มมองหา คลาวด์เพื่อเป็นตัวควบคุมฮาร์ดแวร์และนักไอทีของหลายๆบริษัทได้กล่าวถึง Virtual Private Cloud ในประเด็นความปลอดภัยระบบคลาวด์มักดีกวาระแบบอื่นๆ

และนั่นเป็นเหตุผลที่ระบบ Virtual Private Cloud ยังคงพัฒนาต่อไปแต่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และหากองค์กรไหนที่กำลังจะเปรียบเทียบว่าจะใช้  Private Cloud หรือ Public Cloud ดีคงจะต้องพิจารณาในหลายๆด้านเพื่อให้ชนิดของคลาวด์ตอบสนองโจทย์ของธุรกิจได้มากที่สุด

ฉะนันจึงสรุปได้ว่าจริงๆแล้ว Virtual Private Cloud นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียแต่การใช้งานต่างหากที่สำคัญ หากคุณเลือกใช้ Virtual Private Cloud ในการขับเคลื่อนธุรกิจ คุณก็จะได้รับความปลอดภัยที่สูง ใช้งบลงทุนไม่มากอีกด้วย

Cloud Computing อีกหนึ่งรูปแบบบริการคลาวน์ที่คุณต้องรู้

เดี๋ยวนี้พวกเราสามารถเข้าถึงคลังข้อมูลได้ทุกแห่งทั่วทั้งโลก ทำให้ประเทศต่างๆ เร่งพัฒนาระบบ Public Cloud เพื่อให้ตอบโจทย์ในเรื่องการอำนวยความสะดวก รวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล Public Cloud หรือ คลังข้อมูลสาธารณะที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ บอกเลยว่าใครที่ยังไม่รู้จักกับ Public Cloud ถือว่าคุณพลาดกับอะไรหลายๆสิ่ง

Public Cloud  คลังข้อมูลสาธารณะใครก็เข้าถึงได้ ในต่างประเทศ เปิดให้ธนาคารใช้ระบบ  Public Cloud  ในการใช้จ่ายผ่านคลังข้อมูล   Public Cloud ที่เป็นระบบสาธารณะและเข้าถึงได้ทุกคนที่ใช้บริการกับธนาคารนั้นๆ มันทำให้เห็นว่า  Public Cloud มีประโยชน์ในแง่ของการทำ ธุรกรรมทางการเงินอย่างโปร่งใส โดยที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการทุกคน สามารถเข้า  Public Cloud เพื่อดูการเดินบัญชีหรือเงินของตนเองได้อย่าเปิดเผย โดยทุกขั้นตอนจะถูกบันทึกไว้ในระบบ  Public Cloud ทั้งนี้ทำให้แก้ปัญหาเกี่ยวกับการยัดยอกเงินหรือช่อโกงได้ และนี่ก็เป็นแค่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น ในวันข้างหน้าระบบ  Public Cloud จะสามารถทำได้มากกว่านี้ เพราะว่าเป็นคลังข้อมูลสาธารณะใครก็เข้าถึงได้ง่ายๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟน (smart phone) ที่รองรับ เทคโนโลยีนี้  และรับรองว่า Public Cloud จะถูกพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นและสะดวกมากขึ้นได้ในอนาคต

ถึงแม้ว่าระบบ  Public Cloud จะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าผู้ใช้บริการก็ยังคงรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลอยู่ดี  นี่ก็เป็นข้อด้อยที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในระบบ  Public Cloud แต่ถึงแม้ว่าเป็นเช่นนั้น หากเราพูดถึงความน่าสนใจก็ต้องติดตามพัฒนาการของ  Public Cloud ต่อไปในอนาคตว่าจะพัฒนาไปทางด้านใด

Public Cloud.png

หลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับ Mirantis ที่คนอยากเป็น OpenStacker ห้ามพลาด

เมื่อไหร่ที่โลกยังคงหมุน เทคโนโลยีก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ความคิดแบบเก่าๆ จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และนี้คืิอเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับการติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ และรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  การเข้ามาของ Cloud Computing (การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ) ได้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน แต่ในปัจจุบัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Cloud Computing มีบทบาททำให้รูปแบบของอุตสาหกรรมไอทีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สถิติจำนวนผู้สนใจและจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วงการ เนื่องจาก Cloud Computing เป็นระบบปฎิบัติการเหนือเมฆที่สามารถประมวลผลและจัดสรรทรัพยากรที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

เพราะความสะดวกสบายเช่นนั้น ส่งผลให้ความต้องการที่จะใช้ระบบ Cloud มีมากขึ้น แต่ติดอยู่ตรงที่ซอฟแวร์สำหรับบริหารจัดการระบบ Cloud Computing ในองค์กรที่มีมาแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นซอฟแวร์แบบ Proprietary ซึ่งมีราคาแพง ดังนั้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Cloud Computing แบบ Open Source ขึ้นมาภายใต้ชื่อ OpenStack

ซอฟแวร์ระบบ OpenStack คือ Open Source ที่ทำหน้าที่ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute , Storage , Networking ของ Data Center ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคุณสมบัติเด่นของ OpenStack มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Compute Network หรือ Storage เกิดขึ้นเมื่อ โดยในปัจจุบัน OpenStack ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่า OpenStack คือ อีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการจัดการ Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นการเรียนการสอน OpenStack จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้งาน Cloud Computing ในองค์กรและผู้ที่ต้องการจะให้บริการ Cloud Computing เป็นอย่างยิ่ง

โดยหลักสูตรการอบรมการสอน OpenStack ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ หลักสูตร Mirantis (training.mirantis.com) จากองค์กร Mirantis ผู้ให้บริการ OpenStack และผู้ให้คำปรึกษาในด้านนี้

OpenStack & Kubernetes training from the experts. Mirantis Training helps IT professionals around the globe advance their skills in OpenStack, Kubernetes, Software-Defined Networking (SDN), and other cloud technologies. In addition to teaching a pure vendor-agnostic curriculum, Mirantis Training offers a variety of course levels and formats to fit any education needs. Paired with our industry-recognized certifications, you will be equipped with the knowledge, flexibility, and adaptability to manage cloud technology environment.” – (Mirantis,n.d.)

ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ของ Mirantis นั้นส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบเน้น Workshop ปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและเข้าใจระบบอย่างลึกซึ้ง โดยคอร์สก็จะมีหลากหลายออกไปตามความสนใจผู้เรียน ดังนี้

  • คอร์ส OS100: OpenStack Bootcamp เป็นหลักสูตรยอดนิยม ในหลักสูตรนี้จะเจาะลึกในเรื่องการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหา Cloud OpenStack ระดับ Professional ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกับองค์กรหรือใช้ในการทำงานได้ทันที

สำหรับตอนนี้หากใครสนใจหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับหลักสูตร Mirantis แท้ๆ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Computing ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน OpenStack ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud

 

สอบ OpenStack Certificate Administrator คืออะไร? ทำไม OpenStacker ต้องสอบ

เรามั่นใจว่าความฝันสูงสุดของ OpenStack Admin หลายคน คือ การมี OpenStack Certificate Administrator หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า “ใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack” ไว้ในครอบครอง เพราะมันเป็นเสมือนใบเบิกทางที่จะนำพาตัวเองไปสู่หนทางที่ไกลกว่า ซึ่งหลายคนคงรู้วิธีการสมัครสอบ OpenStack Certificate  Administrator  กันอยู่แล้ว ว่าสามารถสมัครสอบได้ที่นี่ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราคา $300 สามารถสอบได้ภายใน 12 เดือนหลังการชำระเงิน ฉะนั้นวันนี้เราจึงจะพาย้อนความกลับไปดูว่าเจ้าใบรับรองที่ใครๆ ก็อยากได้นี่มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเมื่อได้มาสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

ตามเดิม OpenStack Certificate (ใบรับรอง OpenStack) เริ่มต้นมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Mirantis, Red Hat และ Linux ฯลฯ ได้ทำการเปิดคอร์สสอนอบรมความรู้เรื่องการใช้ระบบ OpenStack ขึ้นมาให้บุคคลทั่วไปตลอดจนแอดมินที่ดูแลระบบได้เข้ามาลงทะเบียนเรียนและสอบเอาใบรับรองความเชี่ยวชาญด้าน OpenStack นี้กลับไป แต่มันกลับกลายเป็นมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ที่บริษัทเหล่านี้เอามาสอนครอบคลุมอยู่แค่ Platform ของบริษัทนั้นๆ มิใช่แบบ Open Source เพียวๆ ดังนั้นองค์กร OpenStack Foundation ซึ่งเป็นองค์กรหลักผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ Cloud Opensource จึงประกาศกลางงาน OpenStack Summit 2016 ณ เมือง Austin นครรัฐ Texas ในเดือนเมษายน ปี 2016 ว่า จะมีการสอบ OpenStack Certificate ของ OpenStack เองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ Certified OpenStack Administrator (COA) ด้วยความเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันทักษะ OpenStack กำลังเป็นที่ต้องการสูง

“COA is the first professional certification offered by the OpenStack Foundation. It’s designed to help companies identify top talent in the industry, and help job seekers demonstrate their skills.” – (Openstack.org, n.d.)

(COA คือ ครั้งแรกของการรับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ OpenStack Foundation ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระบุความสามารถระดับสูงในแวดวงอุตสาหกรรม และช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหางานด้าน OpenStack สามารถโชว์ทักษะของตนได้)

นั่นจึงหมายความว่าบุคคลทั่วไปที่สอบ OpenStack Certificate ผ่านจะได้รับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน OpenStack สามารถนำใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack นี้ไปใช้ในการสมัครงานตำแหน่งระดับสูงได้ และในทางเดียวกันหาก OpenStack Admin ที่ทำงานอยู่ในองค์กรใดองค์หนึ่งถือครอง OpenStack Certificate Administrator ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและเป็นตัวการันตีว่าทีมงานมีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งการวัดผลคะแนนผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ทาง COA ได้กำหนดไว้ในระเบียบการว่า “passing score of 76 or higher” หมายถึงผู้สอบ OpenStack Certificate Administrator  ต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่าหรือเท่า 76 คะแนน

Private Cloud คือการลงทุนที่คุ้มค่าต่อธุรกิจในปัจจุบัน

เพราะในปัจจุบันนั้นโครงสร้างธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทุกๆกิจการต้องการความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะเป็นที่ 1 ในด้านธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักของการเอาชนะคู่แข่งได้ Private Cloud ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามหรือนักธุรกิจควรศึกษาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนกับ  Private Cloud คือระบบ Cloud จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ โดยจะลูกเล่นเหมือนกับ Public Cloud แต่จะต่างกันตรงที่ Private Cloud หนึ่งอันจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรเท่านั้น โดยมีการบริหารจัดการ Resource ให้กับหน่วยงานภายในกันเอง ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าไปใช้ Resource เหล่านั้นได้โดยตรง

ข้อดีของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– มีความปลอดภัยสูงเพราะข้อความทุกอย่างจะเป็นความลับถายในอังค์กรเท่านั้น

– สามารถควบคุมได้ง่าย

– คุมค่าใช่จ่ายให้อยู่ในขอบเขต

– ยกระดับด้านศักยภาพของบุคลากรและระบบ IT ภายในองค์ให้มีประสิทธิภาพ

– มีความรวดเร็วในการใช้งาน ทั้งด้านโปรแกรม และอินเตอเน็ต

– ไม่เปลือง Internet Bandwidth หากการใช้งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในองค์กรเอง

– ประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญอยู่มาก

– สามารถดึงทรัพยากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ Private Cloud ให้เราสามารถปรับแต่งการทำงานได้อย่างอิสระ

ข้อเสียของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– ต้องดูแล Private Cloud อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

– ผู้ดูแลระบบ Private Cloud ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความรับผิดชอบสูง

– มีค่าใช้จ่ายในการลุงทุนด้านHardware และ Software สูง

Email Marketing กำลังจะตาย ในขณะที่ Social Media Marketing กลายเป็นการตลาดทรงอานุภาพจริงหรือ?

ช่วงปี 2008-2012 หลังจากการเจริญเติบโตของสื่อโซเชียลเน็จเวิร์ค อย่าง Email Marketing ที่เคยรุ่งเรืองก็ได้รับความนิยมน้อยลง เหตุเพราะช่องทางการตลาดออนไลน์อย่าง Facebook, LINE@, Instagram และ Twitter ได้เข้ามามีหน้าที่สำคัญต่อวิธีการทำ กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ กลายเป็นตัวหลักสำหรับการเพิ่มยอดขาย ที่ผู้ประกอบกิจการจำนวนมากนิยมใช้ จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า สรุปแล้ว Email Marketing ได้ตายลงไปแล้ว แล้วช่องทาง Social Media เป็นช่องทาง Marketing ที่ดีสุดจริงหรือ?

วันนี้เราเลยจะมาหาคำตอบกันว่าระหว่าง Email Marketing กับ Social Media Marketing ใครเป็นช่องทางการตลาดที่ทรงอานุภาพมากกว่ากัน เริ่มจาก…

Email Marketing

  1. Email Marketing (การตลาดผ่านอีเมล์)

Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ประเภทหนึ่งที่โด่งดังมากในยุคแรกๆ เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ส่วนมากนิยมใช้กับธุรกิจที่ต้องการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการในรูปแบบข้อความ (Text) ซึ่งถ้าทำอย่างเหมาะสมและถูกหลัก จะให้ผลตอบรับดี เพราะ Email Marketing สามารถกำหนดเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้จากการคัดแยกรายชื่อ Email ภายหลังที่กลุ่มเป้าหมายกรอกข้อมูลมา ในขณะเดียวกันยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างแนบแน่น ผ่านการอัพเดทข่าวสาร หรือการส่งโปรโมชั่นให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกว่าเรายังคงให้ความสำคัญและยังให้สิทธิพิเศษแก่เขา และสร้างลูกค้าใหม่ได้ด้วยการบอกต่อจากลูกค้ารายเก่า จนกลายเป็นเสมือนวงจรการสร้างฐานลูกค้าแบบไม่รู้จบ

ซึ่งผู้ทำธุรกิจทุกคนสามารถทำได้เพียงแค่รู้จักเคล็ดลับการทำ Email Marketing ให้ถูกต้องและน่าดึงดูด เช่น รู้จักการใช้เครื่องมือขั้นสูง, กลยุทธ์ Personalize Email, วันเวลาที่เหมาะสมในการส่ง ฯลฯ และระวังการการส่งอีเมลที่ไม่พึงประสงค์, การส่งอีเมลที่มีเนื้อหาไม่ดีหรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ทดสอบแคมเปญอีเมลก่อนที่จะส่ง

  1. Social Media Marketing (การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย)

Social Media Marketing เป็นการทำการตลาดออนไลน์ผ่านบรรดาสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter ฯลฯ โดยในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีช่องทางการโฆษณาหลากหลายรูปแบบและมี Platform ที่เอื้ออำนวยต่อการทำโฆษณาที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบเนื้อหาเชิงลึก ความบันเทิง กิจกรรม และแบบไดนามิก ที่ Email Marketing ไม่สามารถทำได้เพราะถูกจำกัดจำนวนตัวอักษร จำกัดรูปแบบ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดของการทำ Social Media Marketing คือ สามารถสร้างฐานลูกค้าที่เป็น Potential Buyer ได้กว้าง ไม่ใช่เพียงในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ระดับโลก เพราะสื่อสังคมออนไลน์หากมีการ Post เนื้อหา บทความ สินค้าหรือบริการใดๆ ลงไปแล้วผู้ใช้บริการสื่อนั้นผ่านมาเห็นแล้วเกิดการ Engagement ทั้ง Like, Share, Comment จะเกิดการส่งต่อไปยังหน้า Feed คนอื่นได้อีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นคนภายในไม่กี่วินาที แถมยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับการตลาดอื่นๆ ที่สำคัญคือสามารถทำโฆษณาได้ทุกวันและตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจเริ่มคิดว่า การที่ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นช่องทางที่ทรงอานุภาพที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องถูกแล้ว เพราะการทำ Email Marketing ก็ดูยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป แถมผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาก็ต่างกันสุดขั้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิด Inequality ด้านข้อมูล เราจึงต้องมาดูข้อด้อยของ Social Media Marketing กันต่อ

ข้อด้อยของการทำธุรกิจออนไลน์บนสื่อโซเชีลมีเดีย คือ มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการทำ Email Marketing เพราะปัจจุบันผู้ใช้บริการเริ่มตระหนักคิดว่า บนโซเชียลมีเดียนั้นไม่ว่าใครก็สามารถทำโฆษณาอ้างอิงสรรพคุณของสินค้าและคุณสมบัติของการบริการได้อย่างง่ายๆ ส่งผลให้การปิดการขายเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นเมื่อลองพิจารณาข้อความข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะ Email Marketing หรือ Social Media Marketing ก็ล้วนแต่มีข้อดี-ข้อด้อยเป็นของตนเอง ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะผลประโยชน์ตอนแทนของมันขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและวัตถุประสงค์ที่ผู้ประกอบการตั้งไว้ เช่น Email Marketing เหมาะสมกับธุรกิจที่ต้องการสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายสินค้า และธุรกิจที่ต้องการสานสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นสม่ำเสมอ ในขณะที่ Social Media Marketing เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์

ส่วนในส่วนของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Smartphone ทำให้ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นสาเหตุให้ Email Marketing เสื่อมอำนาจลงนั้นจริงหรือไม่ บริษัท Nielson Company ได้ออกมาเผยตัวเลขของผู้ใช้ Social Media ว่าหากผู้ใช้มีการใช้งาน Social Media มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีการใช้ Email มากขึ้นเท่านั้น (Tukko Nathida,มปป) กล่าวได้ว่า นอกจาก Social Media จะไม่ทำลายหรือหักล้างการสื่อสารทาง Email แล้ว Social Media ยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ Email เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ดังนั้น ผู้ทำธุรกิจยังไม่ควรมองข้ามการทำ Email Marketing ไป เพราะ Email Marketing ไม่ใช่ช่องทางที่กำลังจะตาย ในทางกลับกันสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายเนื่องจากเป็นการทำการตลาดแบบที่การตลาดออนไลน์รูปแบบอื่น ๆ ทำให้ไม่ได้