คลังเก็บรายเดือน: กรกฎาคม 2016

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย

ทุกวันนี้ใครๆก็ใช้อินเทอร์เน็ตแทบทุกวันในการสื่อสาร โดยเฉพาะผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และทางคอมพิวเตอร์ ไว้ในการแชท การหาข้อมูล และติดตามข่าวสารเป็นประจำทุกวัน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในการทำงานบริษัท มาดูข้อมูลภาพรวมและพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย จะเห็นว่าคนไทยติดมือ จนขาดสิ่งนี้ไม่ได้

จากภาพข้อมูลนี้เผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2016 ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 68.1 ล้านคน มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีผู้ใช้ Social Network มากถึง 41 ล้านคน โดย Facebook เป็นเว็บไซต์และแอปที่คนไทยใช้มากที่สุดโดยมีคนใช้ถึง 92.1 % ตามด้วย LINE 85.1% และ Google+ 67%

สำหรับยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2015 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนที่มีจำนวนผู้ใช้ 20 ล้านเลขหมาย และมีการใช้บริการเครือข่าย 4G ถึง 10.8 ล้านเลขหมาย

โดยอุปกรณ์ส่วนใหญ่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยาวนาน ได้แก่ สมาร์ทโฟน 82.1 % เชื่อมต่อนาน 5.7 ชั่วโมงต่อวัน อันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นพวก คอมพิวเตอร์พีซี และ Labtop โดยเชื่อมต่อเน็ต นาน 5.4 ชั่วโมงต่อวัน และ 5.2 ชั่วโมงต่อวัน ตามลำดับ จะเห็นว่าคนไทยติดมือถือ ใช้เน็ตตลอดเวลา

สำหรับกิจกรรมที่คนไทยติดมือถือนี้ นิยมใช้อินเทอร์เน็ต ยังคงเป็นการใช้เพื่อใช้งานเข้า Social Network 82.7% รองลงมาเพื่อการค้นหาข้อมูล 56.7% และใช้เพื่ออ่านข่าวสาร 52.2% เป็นต้น หากแยกเป็นกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเห็นว่า กลุ่ม Gen Y คือกลุ่มที่่่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด ถึง 54.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามด้วยกลุ่ม Gen X 47.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ Gen Z และ Baby Boomer ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตเท่ากันที่ 41.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ข้อมูลจาก สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) และ MarketingOops

การออกแบบช่องทางโฆษณาขายของ

การออกแบบช่องทางการโฆษณาขายของควรน่าจะได้คำนึงถึงเงื่อนไขในการสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการคิดจะซื้อสินค้าชนิดนั้น ๆ ประเด็นสำคัญที่จะนำมาพิจารณา ได้แก่

1. ขนาดการซื้อ (Lot Size) ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการในการซื้อ 1 ครั้ง ยิ่งซื้อน้อยช่องทางการจัดจำหน่ายต้องเน้นความใกล้ชิดกับผู้บริโภคสามารถตอบสนองความสะดวกด้านเวลา เพราะผู้บริโภคจะซื้อบ่อย ๆแต่ปริมาณต่อครั้งไม่มาก

2. ระยะเวลาการรอ (Waiting Time) ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าให้ผู้บริโภคนานเท่าใด ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริโภคต้องการเลือกใช้ช่องทางที่ใช้เวลาเร็วที่สุด สินค้าบางชนิดผู้บริโภครอได้ แต่บางชนิดเมื่อตัดสินใจซื้อต้องได้สินค้าทันที

3. ความสะดวกในการหาซื้อ (Spatial Convenience) การอำนวยความสะดวกในการหาซื้อสินค้าแก่ผู้บริโภค เช่น จำนวนร้านค้าที่มากเพียงพอ การกำหนดจำนวน Showroom หรือความสะดวกจากการสั่งซื้อสินค้าที่บ้านผ่านทาง Catalog Sales

4. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Variety) ช่องทางการจัดจำหน่ายจะนำเสนอต่อผู้บริโภคโดยทั่วไปผู้บริโภคอยากให้มีความหลากหลาย เพื่อจะได้มีโอกาสเลือกสรรสินค้าที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

5. บริการ (Service Backup) บริการที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น การให้สินเชื่อ การรับประกันการจัดส่งการติดตั้ง การซ่อมแซมบำรุงรักษา ฯลฯ ยิ่งบริการมีมากเท่าใดก็เป็นภาระแก่ช่องทางการจัดจำหน่ายมากเท่านั้น แต่ถ้าผู้บริโภคต้องการบริการที่ติดไปกับสินค้า การออกแบบช่องทางการจัดจำหน่ายก็ต้องจัดให้มีศูนย์บริการอำนวยความสะดวกให้ด้วย

จุดเปลี่ยนเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน data center

หากกล่าวถึง data center แล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะนึกถึงการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใช้งบประมาณก้อนใหญ่ แต่สำหรับองค์กรธุรกิจบางประเภทแล้ว data center เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ การพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือลงทุนระบบ data center ใดๆ มีรายละเอียดหลายเรื่องที่ต้องคำนึง โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ data center ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

ดังนั้นหากจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้วทั้งที จึงควรพิจารณาเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นเทคโนโลยีที่รองรับการขยายตัวของ data center อนาคต ทั้งนี้ หมายรวมถึงองค์กรธุรกิจที่มี data center อยู่แล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่อาจทำให้ data center ที่ลงทุนไปไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจในปัจจุบัน ซ้ำยังอาจเป็นภาระขององค์กร กล่าวคือ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น เวลา บุคลากร ค่าใช้จ่ายตรง ค่าใช้จ่ายแฝง เป็นต้น

จุดเปลี่ยนเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน data center

เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Infrastructure) ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ อาทิ อินฟินิแบนด์ (infiniBand) ซึ่งเหมาะสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์-เซิร์ฟเวอร์ ไฟเบอร์ แชนแนล (Fiber Channel) เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์-ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) หรือ อีเธอร์เน็ต (Ethernet) ที่เหมาะกับการเชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์-ผู้ใช้งาน (User) รวมถึงเชื่อมต่อเครือข่ายไอพีเพื่อออกสู่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยในแต่ละเทคโนโลยีจะมีรูปแบบการรับส่งข้อมูลแตกต่างกันไป

โครงสร้างพื้นฐานของ data center ในองค์กรธุรกิจทั่วไปมักจะใช้เทคโนโลยีหลายแบบในการเชื่อมต่อ data center เข้ากับระบบอื่นที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมของการใช้งาน เมื่อมีการขยายระบบใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์ ดิสก์ หรือสตอเรจ ทำให้โครงสร้างของระบบซับซ้อนขึ้นด้วยจุดเชื่อมต่อจำนวนมากบนเทคโนโลยีต่างรูปแบบกันแต่อยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน

ความซับซ้อนของระบบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ยากต่อการดูแลและทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาเพิ่มสูงขึ้น เป็นที่มาของการมองหาหนทางใหม่ในการสลายความยุ่งยากดังกล่าว นั่นคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบง่ายต่อการบริหารจัดการดูแล และขยายระบบเพิ่มเติมในอนาคต ขณะที่ระบบทั้งหมดยังต้องสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นปกติ ที่สำคัญต้องรองรับการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ทันท่วงที