คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2019

Promote facebook ช่วยเสริมแบรนด์

แบรนด์คือ สัญลักษณ์ รูปแบบ ดีไซน์ หรือการสื่อสารอะไรก็แล้วแต่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อระบุสินค้าหรือบริการนั้น เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งนั่นเอง แล้วเราจะทำอย่างไรกับแบรนด์ที่พึ่งสร้างของเรา ให้โด่งดังและเป็นที่จดจำของลูกค้า เมื่อลูกค้านึกถึงสิ่งนี้แล้วแบรนด์เราจะเข้าไปอยู่อันดับต้นๆเลย ซึ่งในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องง่ายมาก โดยใช้ตัวช่วยอย่าง Facebook ในการช่วยโปรโมท วันนี้เราก็มาดูกันถึง 5 เบสิคที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณดัง โดยใช้การ Promote facebook

1.โฟกัสจุดขายเพียงจุดเดียว

หากแบรนด์ของคุณมีจุดขายเด่นๆหลายข้อ ให้เลือกมาเพียงจุดขายเดียวที่เด็ดและเด่นที่สุด เนื่องจากในปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น ดังนั้นการเลือกมาหลายๆข้อจึงไม่เหมาะสม ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่า เพื่อตอกย้ำจุดเด่นนั้น ขยี้จุดเด่นนั้นให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายขึ้น

2.Content ต้องเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน

สร้าง Content ให้เชื่อมโยงทุกเรื่องไปที่จุดขายนั้นที่เราได้เลือกไว้จากข้อแรก เพื่อทำให้เวลาลูกค้าเข้ามาอ่าน หรือสนใจในสินค้าและบริการสามารถรู้ได้ทันทีว่าจุดขายนั้นของเราคืออะไร

3.เน้นกับการแก้ปัญหา

ลูกค้าบน Facebook ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากเราในทุกๆวัน เราจึงควรจะเลือกโพสต์ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราสามารถแก้ไขปัญหานั้นให้เขา และทำให้นึกถึงเราเป็นอันดับแรกเมื่อพบกับปัญหานั้น นอกจากนั้นถ้าเกิดการบอกต่อจะเป็นสิ่งที่ดีมาก

4.จำเป็นต้องซื้อโฆษณาจาก Facebook

ไม่ว่าโพสต์ของคุณจะดีแค่ไหน ก็ต้องซื้อโฆษณา Facebook เพราะทำให้ลูกค้าเห็นโพสต์ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายไปหากลุ่มเป้าหมายได้ตามที่เราต้องการ แนะนำให้ซื้อโฆษณา Facebook โดยใช้ Adverds Manager เพราะฟังค์ชั่นตัวนี้มีฟีจเจอร์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดกว่าการ Boost Post

5.ความสม่ำเสมอ

เป็นสิ่งที่วัดใจของเจ้าของแบรนด์ คุณต้องเข้าใจแบรนด์ของตัวเองจริง ต้องค่อยๆ ปรับปรุงและแก้ไขในผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันจะช่วยสร้างฐานของแบรนด์ให้แข็งแรง และคุณจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ของคุณอย่างสม่ำเสมอด้วยเพื่อให้กลุ่มลูกค้าคิดและเข้าใจว่าแบรนด์ของคุณมีการพัฒนาและเติบโตอยู่ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ

วิธีที่จะทำให้แบรนด์ของคุณดังและเป็นที่จดจำ ไม่ว่าจะใช้การ Promote facebook หรือวิธีใดๆก็ตาม มันไม่มีวิธีหรือเบสิคที่ตายตัวเสมอไป ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะปรับใช้วิธีต่างๆให้เหมาะสมกับแบรนด์ของคุณอย่างไร

จัดงานอีเว้นท์ผ่านการใช้ Social Media

การจัดงานอีเว้นท์ในปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป เพราะกว่าแต่ละงานจะสำเร็จได้ ต้องมีการวางแผน และการเลือกใช้เครื่องมืออื่นๆ เข้ามาช่วยในการโปรโมทด้วย ซึ่งเครื่องมือที่เราต้องใช้ในตอนนี้ก็คือ Social Media นั่นเอง เราจึงขอนำขั้นตอนในการทำงานอีเว้นท์ให้ประสบความสำเร็จโดยการใช้สื่อ Social Media มาฝากกันค่ะ

 

  1. เริ่มจากการสร้างกระแส เช่น การสร้างกระแสด้วยการโปรโมท VDO หรือการเปิดให้ลงทะเบียนเข้างาน ซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้งานเริ่มจริงๆ แต่สามารถเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน Facebook Event, Event Brit ได้เลย เป็นต้น
  2. สร้าง Buzz ผ่านการ Sharing อาจทำเป็นกิจกรรมให้ทุกคนมาแชร์รายละเอียด หรือแชร์ภาพการโปรโมทงานอีเว้นท์ผ่านทาง Social Media พื้นฐาน เช่น Facebook, Instagram, Line หรือ Twitter เพื่อลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษท้ายงาน แต่เราก็ต้องมี Social Sharing ในเว็บไซต์รองรับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนสามารถแชร์ได้ง่ายขึ้นด้วย
  3. มี Official Hashtag ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่างานอีเว้นท์ในปัจจุบันจะมีการใช้ Hashtag เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Twitter แต่บางช่องทางก็ต้องระวังในเรื่องของการใช้งานด้วย อย่างเช่น ใน Twitter อาจกลายเป็นการสแปมได้
  4. ทำ Q&A เปิดโอกาสให้มีการถาม – ตอบ เพื่อย้ำเตือนถึงรายละเอียดที่เคยเผยแพร่ไป ว่าคนที่ต้องการมาร่วมงานนั้นเข้าใจตามที่เราบอกไปแล้วหรือไม่ โดยการรวบรวมคำถามทั้งหมด และตอบคำถามให้อยู่ในโพสต์เดียว เพื่อความสะดวกในการให้ข้อมูล
  5. เปิด Broadcast event หรือการ Live สด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ มีส่วนร่วมกับงาน และได้เห็นบรรยากาศของงานโดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่มี Internet กับโทรศัพท์ก็สามารถ Live สด โชว์บรรยากาศภายในงาน กระตุ้นให้คนอยากออกมาร่วมงานได้อีกทาง

 

นอกจากการใช้ Social Media จะมีประโยชน์ในการสร้างกระแสให้กับงานอีเว้นท์แล้ว เรายังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปเช็ค Feedback อื่นๆ ได้อีกด้วย

ก่อนออกบูธ ต้องนึกถึงอะไรบ้าง?

การออกบูธเป็นหนึ่งในงานอีเว้นท์ยอดฮิตที่หลายธุรกิจเลือกทำ บางอีเว้นท์ประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบรับดีจนเป็นที่รู้จัก ยอดทะลุเป้า แต่บางอีเว้นท์กลับมีกระแสตอบรับที่ไม่ดีมากนัก ผู้ออกบูธจึงควรหาข้อมูล และเลือกงานอีเว้นท์ที่จะไปออกให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองด้วย เราจึงนำสิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนไปออกบูธมาฝากกันค่ะ

ใครเป็นคนจัดงาน
อันดับแรก คือ ต้องดูที่คนจัดงาน หรือ Organizer ก่อนว่าเป็นใคร ทำงานเป็นอย่างไร อาจจะลองหารีวิวงานที่ผ่านมาเพื่อใช้ดูเป็นแนวทาง ทั้งในเรื่องผลตอบรับ และความรับผิดชอบต่องาน

เราขายอะไร
ก่อนออกบูธทุกครั้ง ควรคิดให้ดีว่าสินค้าของเราจะตอบโจทย์ และตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่จะไปออกงานอีเว้นท์หรือเปล่า มีคู่แข่งหรือมีบูธที่ขายสินค้าใกล้เคียงกับสินค้าของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าเลือกจัดโปรโมชั่น หรือจัดบูธให้แตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เราจะได้ผลตอบรับที่คุ้มค่าหรือไม่ เพราะถ้าเลือกออกงานอีเว้นท์ผิดก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนเช่นกัน

งานจัดที่ไหน
สถานที่จัดงาน นอกจากจะเป็นตัวกำหนดจำนวนคนที่มางานแล้ว ยังมีผลต่อการตัดสินใจมาร่วมงานด้วย เพราะมีหลายงานที่น่าสนใจแต่ดันมีข้อจำกัดในเรื่องการเดินทาง ห้องน้ำ หรือที่จอดรถ จนทำให้หลายคนตัดสินใจไม่ไปร่วมงานได้

 

จัดบูธอย่างไร
หาข้อมูลเพิ่มเติมว่าบูธใกล้ๆ ที่เราจัดเป็นธุรกิจสินค้าประเภทใดบ้าง เพื่อจะได้เตรียมตัวจัดบูธให้น่าสนใจกว่าบูธคู่แข่ง และเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดบูธด้วย ทั้งในเรื่องของขนาดบูธ อุปกรณ์ภายในบูธ ตำแหน่งของบูธรวมถึงรายละเอียดอื่นๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ป้องกันความผิดพลาด

ประโยชน์ของการใช้งาน OpenStack ขององค์กร

OpenStack คืออะไร OpenStack มีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไรบ้าง เรามาไขข้อข้องใจ กับ https://training.nipa.cloud/  กันเลย

OpenStack เป็นชุดระบบซอฟแวร์บน Open Source และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Cloud ด้วย คนที่ใช้ระบบ Cloud คงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ยิ่งในปัจจุบัน OpenStack เริ่มเข้ามามีบทบาทในส่วนของการดำเนินงานของบริษัท และองค์กรต่างๆ มากขึ้น โดย OpenStack จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าให้ระบบ IT Infrastructure ของบริษัท และองค์กรต่างๆได้ แถมยังเป็นประโยชน์ในการสร้าง Cloud ขององค์กรอีกด้วย

OpenStack ทำให้ Cloud เป็นระบบที่สามารถ ควบคุมและบริหารจัดการ Hardware Resource ได้ดีขึ้น และยังสามารถทำ Consolidation  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้สามารถทำงานได้อย่างครบวงจร

– เมื่อเราใช้งาน OpenStack แล้ว เราสามารถเลือก และปรับแต่งแก้ไขภายในระบบ Cloud ได้ ซึ่งมันตอบโจทย์แน่นอนสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาระบบ Cloud ให้ตอบโจทย์ความต้องการของ Workload ที่มีหลากหลายรูปแบบ

– OpenStack จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยาย Resource ได้อย่างอิสระ สิ่งที่ได้คือเรามีทางเลือกที่มากขึ้นในการเพิ่มขยาย Resource ในอนาคต

– เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี Virtual Machine (VM) เป็นหลัก ทำให้ระบบมีความทนทานสูง สามารถกำจัด Single Point of Failure ได้ง่ายขึ้นด้วย

– OpenStack สามารถรองรับการทำ Network Functions Virtualization (NFV) ได้ ทำให้บริษัท หรือองค์กรสามารถก้าวเข้าสู่การทำ Software Defined Networking (SDN) ได้อย่างสบายๆ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ หรือมีประสบการณ์เบื้องต้นด้าน OpenStack อยู่แล้ว และต้องการพัฒนาตัวเอง เพื่อนำสิ่งที่ได้ไปเริ่มต้นในการใช้งานภายในบริษัท หรือองค์กรของตัวเอง ทาง Nipa.Cloud มีการจัด Training อบรมในหลักสูตร OpenStack ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์, ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ไปจนถึง ผู้ดูแล และจัดการระบบเฉพาะด้าน Cloud OpenStack

สามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/courses/ นะคะ

promote post คืออะไร สำคัญอย่างไรกับการทำธุรกิจออนไลน์

ในตอนนี้ Facebook ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เพื่อ post ลงรูปเรา ลงรูปอาหาร พูดคุยกับเพื่อน หรือเอาไว้ post  เรื่องราวกิจวัตรประจำวันของเรา เพียงเท่านั้น แต่เรายังสามารถขายสินค้า ขายบริการของเราผ่าน Facebook ได้อีกด้วย วิธีการทำการตลาดผ่าน Facebook คือ การ promote post ซึ่งการ promote post นี้เองที่จะช่วยให้มีคนเข้าถึงสินค้าของเรามากขึ้น

แต่ในยุคปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็สามารถอัปเดตได้จาก facebook ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เวลาเราโพสต์อะไรไป ก็มักจะหายไปจากสายตาของลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการ promote post นั่นเอง การ promote post เป็นการส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นมองเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เป็นการทำให้ แฟน page  หรือลูกค้าที่ตามกด like เพจของเราเห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไว้ แถมเพื่อนของแฟน pageหรือลูกค้าเราก็มีโอกาสได้เห็นโพสต์นั้นๆ ด้วย โดยมีรายละเอียดเจาะจงตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ช่วงอายุ และ สิ่งที่สนใจแต่ในยุคปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็สามารถอัปเดตได้จาก facebook ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เวลาเราโพสต์อะไรไป ก็มักจะหายไปจากสายตาของลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการ promote post นั่นเอง การ promote post เป็นการส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นมองเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เป็นการทำให้แฟน pageหรือลูกค้าที่ตามกด like เพจของเราเห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไว้ แถมเพื่อนของแฟนเพจหรือลูกค้าเราก็มีโอกาสได้เห็นโพสต์นั้นๆ ด้วย โดยมีรายละเอียดเจาะจงตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ช่วงอายุ และ สิ่งที่สนใจ

ด้วยความที่ในปัจจุบันชุมชน facebook ได้ขยายใหญ่ขึ้น คนก็มากขึ้น การลงทุน promote post ให้ทุกคนเห็นก็ย่อมจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นมาก ทำให้ทาง facebook มีการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้โพสต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยไม่สูญเสียเงินไปโดยใช่เหตุ ส่วนจะทำให้คนเห็นมากขึ้นขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เราลงทุนซื้อโปรโมทนั่นเอง

ข้อดีของการ promote post- การ promote post ช่วยลดปัญหาการโพสต์แล้วไม่มีคนเห็น- กลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นลูกค้าได้เห็นโพสต์ที่เราโพสต์- เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

ข้อเสียของการ promote post- เพราะต้องมีการระบุรายละเอียดของคนที่ต้องการให้เห็นโพสต์ ทำให้เป็นการตีกรอบ- ตัดโอกาสจากลูกค้าที่เราคาดไม่ถึง จากการบังคับเลือกของ promote post

จะเห็นว่าการ promote post มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะ  promote post เป็นตัวช่วยที่จะทำให้การนำเสนอสินค้าบนโลกออนไลน์ประสบความสำเร็จ และได้ผลตอบรับดี ดังนั้นอย่าลืมเลือกสื่อออนไลน์เป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจของคุณ

การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง Email Marketing

เชื่อว่านักธุรกิจรุ่นใหม่หลายๆคน ไม่รู้ว่า Email Marketing ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำ Digital Marketing และหลายคนมองว่า การทำการตลาดด้วย Email Marketing ล้าสมัยไปแล้ว วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงข้อดีในการทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง Email Marketing กัน

Email Marketing เป็นการทำการตลาดเชิงรุก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โดยเนื้อหาจะถูกส่งตรงเข้าไปที่อีเมลส่วนตัวของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งจะมีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างสูง สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และเชื่อมความสัมพันธ์กลับกลุ่มลูกค้าเก่าได้ และยังได้ผลมากโดยเฉพาะในวงการธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยโปรโมต Digital Marketing ในช่องทางอื่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

หากแบรนด์ของคุณต้องการเข้าถึง และสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น Email Marketing เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่จะสร้างเนื้อหาอย่างไรให้เกิดความสนใจ และทำให้คนอยากเปิดอ่านมากที่สุด ลองทำตามคำแนะนำ  4 ข้อ ดังนี้


1. เนื้อหาต้องมีแรงกระตุ้นและดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่จะได้สื่อสารได้อย่างตรงจุด และตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่นการเสนอโปรโมชั่นลดราคา 30% ให้สำหรับลูกค้าเก่า ก็จะเป็นการดึงฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อสินค้าของเราได้อีกทาง

  1. กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
    ควรใช้คำศัพท์ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความอยากมีส่วนร่วม และใช้ตัวอักษรที่โดดเด่น เช่น ตัวหนา หรือตัวอักษรที่มีสีสันตัดกันเพื่อดึงดูดความสนใจ และลูกค้ามักต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มากกว่าการขายแบบ Hard Sale
  2. ใช้งานได้ดีบนมือถือ
    มือถือนับเป็นอุปกรณ์หลักๆ อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ในการเช็คอีเมล ดังนั้นจึงควรสร้างเนื้อหาให้พอดี มีความน่าสนใจ และใช้งานได้ดีบนมือถือ เพื่อจะได้เป็นตัวช่วยในการสนับสนุน และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้รับอีเมลมากขึ้น
  3. ส่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเว้นระยะให้พอดี
    ควรเลือกช่วงเวลาที่มีอัตราการเปิดอ่านที่สูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งอีเมลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น และไม่ควรส่งอีเมลบ่อยหรือถี่จนเกินไป เพราะอาจสร้างความรำคาญให้กับลูกค้าได้

การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทางของ Email Marketing อาจแตกต่างกับช่องทางอื่นๆ อยู่ค่อนข้างมาก แต่สิ่งสำคัญในการทำการตลาดของทุกๆ ช่องทางก็คือการเข้าถึงลูกค้าเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ และส่งมอบคุณค่าให้กับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การขายของเพียงอย่างเดียว และการทำ Digital Marketing ให้ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ควรทำแค่เพียงช่องทางเดียว แต่ควรทำควบคู่กันไปกับในหลายๆ ช่องทาง เพื่อที่การตลาดของเราจะได้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด