จัดงานอีเว้นท์ผ่านการใช้ Social Media

การจัดงานอีเว้นท์ในปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป เพราะกว่าแต่ละงานจะสำเร็จได้ ต้องมีการวางแผน และการเลือกใช้เครื่องมืออื่นๆ เข้ามาช่วยในการโปรโมทด้วย ซึ่งเครื่องมือที่เราต้องใช้ในตอนนี้ก็คือ Social Media นั่นเอง เราจึงขอนำขั้นตอนในการทำงานอีเว้นท์ให้ประสบความสำเร็จโดยการใช้สื่อ Social Media มาฝากกันค่ะ

 

  1. เริ่มจากการสร้างกระแส เช่น การสร้างกระแสด้วยการโปรโมท VDO หรือการเปิดให้ลงทะเบียนเข้างาน ซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้งานเริ่มจริงๆ แต่สามารถเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน Facebook Event, Event Brit ได้เลย เป็นต้น
  2. สร้าง Buzz ผ่านการ Sharing อาจทำเป็นกิจกรรมให้ทุกคนมาแชร์รายละเอียด หรือแชร์ภาพการโปรโมทงานอีเว้นท์ผ่านทาง Social Media พื้นฐาน เช่น Facebook, Instagram, Line หรือ Twitter เพื่อลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษท้ายงาน แต่เราก็ต้องมี Social Sharing ในเว็บไซต์รองรับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนสามารถแชร์ได้ง่ายขึ้นด้วย
  3. มี Official Hashtag ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่างานอีเว้นท์ในปัจจุบันจะมีการใช้ Hashtag เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Twitter แต่บางช่องทางก็ต้องระวังในเรื่องของการใช้งานด้วย อย่างเช่น ใน Twitter อาจกลายเป็นการสแปมได้
  4. ทำ Q&A เปิดโอกาสให้มีการถาม – ตอบ เพื่อย้ำเตือนถึงรายละเอียดที่เคยเผยแพร่ไป ว่าคนที่ต้องการมาร่วมงานนั้นเข้าใจตามที่เราบอกไปแล้วหรือไม่ โดยการรวบรวมคำถามทั้งหมด และตอบคำถามให้อยู่ในโพสต์เดียว เพื่อความสะดวกในการให้ข้อมูล
  5. เปิด Broadcast event หรือการ Live สด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ มีส่วนร่วมกับงาน และได้เห็นบรรยากาศของงานโดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่มี Internet กับโทรศัพท์ก็สามารถ Live สด โชว์บรรยากาศภายในงาน กระตุ้นให้คนอยากออกมาร่วมงานได้อีกทาง

 

นอกจากการใช้ Social Media จะมีประโยชน์ในการสร้างกระแสให้กับงานอีเว้นท์แล้ว เรายังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปเช็ค Feedback อื่นๆ ได้อีกด้วย

ก่อนออกบูธ ต้องนึกถึงอะไรบ้าง?

การออกบูธเป็นหนึ่งในงานอีเว้นท์ยอดฮิตที่หลายธุรกิจเลือกทำ บางอีเว้นท์ประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบรับดีจนเป็นที่รู้จัก ยอดทะลุเป้า แต่บางอีเว้นท์กลับมีกระแสตอบรับที่ไม่ดีมากนัก ผู้ออกบูธจึงควรหาข้อมูล และเลือกงานอีเว้นท์ที่จะไปออกให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองด้วย เราจึงนำสิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนไปออกบูธมาฝากกันค่ะ

ใครเป็นคนจัดงาน
อันดับแรก คือ ต้องดูที่คนจัดงาน หรือ Organizer ก่อนว่าเป็นใคร ทำงานเป็นอย่างไร อาจจะลองหารีวิวงานที่ผ่านมาเพื่อใช้ดูเป็นแนวทาง ทั้งในเรื่องผลตอบรับ และความรับผิดชอบต่องาน

เราขายอะไร
ก่อนออกบูธทุกครั้ง ควรคิดให้ดีว่าสินค้าของเราจะตอบโจทย์ และตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่จะไปออกงานอีเว้นท์หรือเปล่า มีคู่แข่งหรือมีบูธที่ขายสินค้าใกล้เคียงกับสินค้าของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าเลือกจัดโปรโมชั่น หรือจัดบูธให้แตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เราจะได้ผลตอบรับที่คุ้มค่าหรือไม่ เพราะถ้าเลือกออกงานอีเว้นท์ผิดก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนเช่นกัน

งานจัดที่ไหน
สถานที่จัดงาน นอกจากจะเป็นตัวกำหนดจำนวนคนที่มางานแล้ว ยังมีผลต่อการตัดสินใจมาร่วมงานด้วย เพราะมีหลายงานที่น่าสนใจแต่ดันมีข้อจำกัดในเรื่องการเดินทาง ห้องน้ำ หรือที่จอดรถ จนทำให้หลายคนตัดสินใจไม่ไปร่วมงานได้

 

จัดบูธอย่างไร
หาข้อมูลเพิ่มเติมว่าบูธใกล้ๆ ที่เราจัดเป็นธุรกิจสินค้าประเภทใดบ้าง เพื่อจะได้เตรียมตัวจัดบูธให้น่าสนใจกว่าบูธคู่แข่ง และเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดบูธด้วย ทั้งในเรื่องของขนาดบูธ อุปกรณ์ภายในบูธ ตำแหน่งของบูธรวมถึงรายละเอียดอื่นๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ป้องกันความผิดพลาด

ประโยชน์ของการใช้งาน OpenStack ขององค์กร

OpenStack คืออะไร OpenStack มีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไรบ้าง เรามาไขข้อข้องใจ กับ https://training.nipa.cloud/  กันเลย

OpenStack เป็นชุดระบบซอฟแวร์บน Open Source และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Cloud ด้วย คนที่ใช้ระบบ Cloud คงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ยิ่งในปัจจุบัน OpenStack เริ่มเข้ามามีบทบาทในส่วนของการดำเนินงานของบริษัท และองค์กรต่างๆ มากขึ้น โดย OpenStack จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าให้ระบบ IT Infrastructure ของบริษัท และองค์กรต่างๆได้ แถมยังเป็นประโยชน์ในการสร้าง Cloud ขององค์กรอีกด้วย

OpenStack ทำให้ Cloud เป็นระบบที่สามารถ ควบคุมและบริหารจัดการ Hardware Resource ได้ดีขึ้น และยังสามารถทำ Consolidation  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้สามารถทำงานได้อย่างครบวงจร

– เมื่อเราใช้งาน OpenStack แล้ว เราสามารถเลือก และปรับแต่งแก้ไขภายในระบบ Cloud ได้ ซึ่งมันตอบโจทย์แน่นอนสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาระบบ Cloud ให้ตอบโจทย์ความต้องการของ Workload ที่มีหลากหลายรูปแบบ

– OpenStack จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยาย Resource ได้อย่างอิสระ สิ่งที่ได้คือเรามีทางเลือกที่มากขึ้นในการเพิ่มขยาย Resource ในอนาคต

– เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี Virtual Machine (VM) เป็นหลัก ทำให้ระบบมีความทนทานสูง สามารถกำจัด Single Point of Failure ได้ง่ายขึ้นด้วย

– OpenStack สามารถรองรับการทำ Network Functions Virtualization (NFV) ได้ ทำให้บริษัท หรือองค์กรสามารถก้าวเข้าสู่การทำ Software Defined Networking (SDN) ได้อย่างสบายๆ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ หรือมีประสบการณ์เบื้องต้นด้าน OpenStack อยู่แล้ว และต้องการพัฒนาตัวเอง เพื่อนำสิ่งที่ได้ไปเริ่มต้นในการใช้งานภายในบริษัท หรือองค์กรของตัวเอง ทาง Nipa.Cloud มีการจัด Training อบรมในหลักสูตร OpenStack ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์, ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ไปจนถึง ผู้ดูแล และจัดการระบบเฉพาะด้าน Cloud OpenStack

สามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/courses/ นะคะ

promote post คืออะไร สำคัญอย่างไรกับการทำธุรกิจออนไลน์

ในตอนนี้ Facebook ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เพื่อ post ลงรูปเรา ลงรูปอาหาร พูดคุยกับเพื่อน หรือเอาไว้ post  เรื่องราวกิจวัตรประจำวันของเรา เพียงเท่านั้น แต่เรายังสามารถขายสินค้า ขายบริการของเราผ่าน Facebook ได้อีกด้วย วิธีการทำการตลาดผ่าน Facebook คือ การ promote post ซึ่งการ promote post นี้เองที่จะช่วยให้มีคนเข้าถึงสินค้าของเรามากขึ้น

แต่ในยุคปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็สามารถอัปเดตได้จาก facebook ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เวลาเราโพสต์อะไรไป ก็มักจะหายไปจากสายตาของลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการ promote post นั่นเอง การ promote post เป็นการส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นมองเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เป็นการทำให้ แฟน page  หรือลูกค้าที่ตามกด like เพจของเราเห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไว้ แถมเพื่อนของแฟน pageหรือลูกค้าเราก็มีโอกาสได้เห็นโพสต์นั้นๆ ด้วย โดยมีรายละเอียดเจาะจงตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ช่วงอายุ และ สิ่งที่สนใจแต่ในยุคปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็สามารถอัปเดตได้จาก facebook ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เวลาเราโพสต์อะไรไป ก็มักจะหายไปจากสายตาของลูกค้า ทำให้เป็นที่มาของการ promote post นั่นเอง การ promote post เป็นการส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นมองเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ก็คือ เป็นการทำให้แฟน pageหรือลูกค้าที่ตามกด like เพจของเราเห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไว้ แถมเพื่อนของแฟนเพจหรือลูกค้าเราก็มีโอกาสได้เห็นโพสต์นั้นๆ ด้วย โดยมีรายละเอียดเจาะจงตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ช่วงอายุ และ สิ่งที่สนใจ

ด้วยความที่ในปัจจุบันชุมชน facebook ได้ขยายใหญ่ขึ้น คนก็มากขึ้น การลงทุน promote post ให้ทุกคนเห็นก็ย่อมจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นมาก ทำให้ทาง facebook มีการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้โพสต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยไม่สูญเสียเงินไปโดยใช่เหตุ ส่วนจะทำให้คนเห็นมากขึ้นขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เราลงทุนซื้อโปรโมทนั่นเอง

ข้อดีของการ promote post- การ promote post ช่วยลดปัญหาการโพสต์แล้วไม่มีคนเห็น- กลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นลูกค้าได้เห็นโพสต์ที่เราโพสต์- เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า

ข้อเสียของการ promote post- เพราะต้องมีการระบุรายละเอียดของคนที่ต้องการให้เห็นโพสต์ ทำให้เป็นการตีกรอบ- ตัดโอกาสจากลูกค้าที่เราคาดไม่ถึง จากการบังคับเลือกของ promote post

จะเห็นว่าการ promote post มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะ  promote post เป็นตัวช่วยที่จะทำให้การนำเสนอสินค้าบนโลกออนไลน์ประสบความสำเร็จ และได้ผลตอบรับดี ดังนั้นอย่าลืมเลือกสื่อออนไลน์เป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจของคุณ

การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง Email Marketing

เชื่อว่านักธุรกิจรุ่นใหม่หลายๆคน ไม่รู้ว่า Email Marketing ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำ Digital Marketing และหลายคนมองว่า การทำการตลาดด้วย Email Marketing ล้าสมัยไปแล้ว วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงข้อดีในการทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง Email Marketing กัน

Email Marketing เป็นการทำการตลาดเชิงรุก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โดยเนื้อหาจะถูกส่งตรงเข้าไปที่อีเมลส่วนตัวของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งจะมีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างสูง สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และเชื่อมความสัมพันธ์กลับกลุ่มลูกค้าเก่าได้ และยังได้ผลมากโดยเฉพาะในวงการธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยโปรโมต Digital Marketing ในช่องทางอื่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

หากแบรนด์ของคุณต้องการเข้าถึง และสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น Email Marketing เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่จะสร้างเนื้อหาอย่างไรให้เกิดความสนใจ และทำให้คนอยากเปิดอ่านมากที่สุด ลองทำตามคำแนะนำ  4 ข้อ ดังนี้


1. เนื้อหาต้องมีแรงกระตุ้นและดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่จะได้สื่อสารได้อย่างตรงจุด และตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่นการเสนอโปรโมชั่นลดราคา 30% ให้สำหรับลูกค้าเก่า ก็จะเป็นการดึงฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อสินค้าของเราได้อีกทาง

  1. กระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
    ควรใช้คำศัพท์ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความอยากมีส่วนร่วม และใช้ตัวอักษรที่โดดเด่น เช่น ตัวหนา หรือตัวอักษรที่มีสีสันตัดกันเพื่อดึงดูดความสนใจ และลูกค้ามักต้องการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มากกว่าการขายแบบ Hard Sale
  2. ใช้งานได้ดีบนมือถือ
    มือถือนับเป็นอุปกรณ์หลักๆ อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ในการเช็คอีเมล ดังนั้นจึงควรสร้างเนื้อหาให้พอดี มีความน่าสนใจ และใช้งานได้ดีบนมือถือ เพื่อจะได้เป็นตัวช่วยในการสนับสนุน และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้รับอีเมลมากขึ้น
  3. ส่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเว้นระยะให้พอดี
    ควรเลือกช่วงเวลาที่มีอัตราการเปิดอ่านที่สูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งอีเมลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น และไม่ควรส่งอีเมลบ่อยหรือถี่จนเกินไป เพราะอาจสร้างความรำคาญให้กับลูกค้าได้

การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทางของ Email Marketing อาจแตกต่างกับช่องทางอื่นๆ อยู่ค่อนข้างมาก แต่สิ่งสำคัญในการทำการตลาดของทุกๆ ช่องทางก็คือการเข้าถึงลูกค้าเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ และส่งมอบคุณค่าให้กับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การขายของเพียงอย่างเดียว และการทำ Digital Marketing ให้ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ควรทำแค่เพียงช่องทางเดียว แต่ควรทำควบคู่กันไปกับในหลายๆ ช่องทาง เพื่อที่การตลาดของเราจะได้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

จำเป็นแค่ไหน ที่ต้องสร้างเว็บไซต์ให้ธุรกิจ

การทำธุรกิจสมัยนี้ การมีหน้าร้านตามข้างทาง หรือบ้านเรือน หรือห้างสรรพสินค้า อย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็วขึ้น การแข่งขันทางธุรกิจก็เปิดกว้างขึ้นเช่นกัน บทความนี้จึงจะมาพูดถึงหัวข้อ จำเป็นแค่ไหน ที่ต้องสร้างเว็บไซต์ให้ธุรกิจ

ในเรื่องราวของการทำธุรกิจ เว็บไซต์เปรียบเสมือนการสร้างหน้าร้านเพื่อโชว์สินค้าที่ต้องการขาย เพียงแต่อยู่บนโลกออนไลน์เท่านั้น แต่การทำเว็บไซต์ก็ต้องใช้การลงทุนอยู่ไม่น้อย เพื่อไม่ให้การลงทุนต้องศูนย์เปล่า ลองมาดูกันว่าธุรกิจของคุณจำเป็นต้องทำเว็บไซต์จริงๆ หรือเปล่า แล้วธุรกิจแบบไหนที่ควรมีเว็บไซต์

1. ธุรกิจที่มีราคาค่อนข้างสูง
ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ยิ่งถ้าหากคุณต้องการขายสินค้าที่มีราคาแพง แต่ลูกค้ากลับเสิร์ชข้อมูลใน google หรือ Facebook ไม่เจอ หรือหาช่องทางติดต่อไม่ได้ กลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตน ความน่าเชื่อถือก็จะถูกลดลงในทันที ซึ่งการมีเว็บไซต์ที่ระบุข้อมูลพื้นฐานอย่างข้อมูลติดต่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล หรือชื่อบริษัทก็จะทำให้ธุรกิจของคุณดูมีตัวตน และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้ดีทีเดียว

2. ธุรกิจที่ต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ
การใส่ข้อมูลที่ลูกค้าจำเป็นต้องรู้ลงไปในเว็บไซต์ เป็นเหมือนการวางรายละเอียดเพื่อให้ลูกค้าเข้าไปเรียนรู้ และค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าจำเป็นมาก เช่น เมื่อเข้ามาหน้าเว็บไซต์สิ่งแรกที่ลูกค้าต้องรู้คืออะไร อาจเป็นการแนะนำก่อนว่าธุรกิจเราคืออะไร ขายอะไร ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมต้องทำอย่างไรบ้าง ลูกค้าจะทำความเข้าใจเบื้องต้นผ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ ก่อนตัดสินใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ อีกที เป็นต้น

3. ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก
เว็บไซต์เปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมสินค้าสำหรับลูกค้า การลงทุนทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมาก จะช่วยลดเวลาในการซัพพอร์ตลูกค้าไปได้มาก นอกจากนี้ข้อมูลในเว็บไซต์ยังสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า จนสามารถเพิ่มจำนวนผู้ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการให้มากขึ้นได้อีกด้วย

การมีเว็บไซต์ที่ดีก็เหมือนการมีพนักงานขายที่พร้อมทำงานให้เราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าหากธุรกิจของคุณจำเป็นต้องมีเว็บไซต์ สิ่งนี้ก็จะช่วยเสริมให้ธุรกิจของคุณสร้างลูกค้าได้จริง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้แบรนด์แข็งแรงมากขึ้นได้อีกด้วย

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตด้วยการใช้ระบบ Cloud

การพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้า เราจึงต้องหาเทคโนโลยีที่จะสามารถรองรับการใช้งานภายในอุตสาหกรรมของเรา ให้ทำงานได้อย่างสะดวก และเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ซึ่ง Cloud ก็เป็นสื่งที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มที่จะเป็นทางเลือกหลักในอนาคต ที่สำคัญเลยคือปัจจุบัน Cloud กำลังได้รับความนิยม และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจ เพราะระบบ Cloud นั้นมีความยืดหยุ่น และความสะดวกสบายในการจัดการข้อมูล ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายขึ้น แถมต้นทุนต่ำด้วย อย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าระบบ Cloud เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อ หรือเช่าพื้นที่เก็บข้อมูล แม้แต่คุณสามารถยกเลิกการเก็บข้อมูลบน Cloud เมื่อไรก็ได้  โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานมาคอยดูแลระบบให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง และยิ่งหากคุณต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้นกว่าเดิม ระบบ Cloud ก็สามารถเพิ่มให้คุณได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่ต้องวุ่นวายซื้อเครื่องอะไรเพิ่มเติม ถือว่าตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจของคุณได้มากกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

หากองค์กรไหนกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องการคำแนะนำ หรืออยากหาคอร์สหลักสูตรเกี่ยวกับ Cloud ให้พนักงานได้พัฒนาฝีมือ เพื่อนำไปปรับใช้สำหรับองค์กรของคุณ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเข้ามากับทาง Nipa.Cloud ได้เลยนะคะ เพราะทางเรามีการเปิดอบรม Training ในหลายหลักสูตรเลย

แต่ผู้ที่เริ่มต้นเราขอแนะนำหลักสูตร Cloud Computing Fundamentals เลยค่ะ โดยจะได้เรียนรู้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ OpenStack และ Cloud Computing กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ที่สำคัญคือจะได้อบรมเชิงปฏิบัติด้วย คอร์สเริ่มต้นนี้คุ้มแน่นอน หากสนใจสามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/courses/ หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-107-8251 ต่อ 810 เลยนะคะ

วัดความสำเร็จของ Email Marketing ด้วย KPI

หากคุณใช้การตลาดผ่านอีเมลเพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขาย คุณทราบได้อย่างไรว่าแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพ อีเมลช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายหรือไม่ คุณเข้าถึงผู้อ่านของคุณหรือไม่ อีเมลของคุณได้รับการเปิดหรือไม่? วิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างแน่นอนคือการวัดตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพหลัก (KPI) ของคุณ

KPI คืออะไร?

อย่ากลัว! คุณเชี่ยวชาญ ABCs ของคุณ คุณคำนึงถึง Ps และ Qs ของคุณ และคุณกำลังจะเรียนรู้พื้นฐานของตัวชี้วัดการตลาดผ่านอีเมล: ตัวชี้วัดการตลาดเฉพาะที่คุณสามารถตรวจสอบเพื่อวัดความคืบหน้าสู่เป้าหมายการตลาดผ่านอีเมลของคุณ การค้นหาและทำตาม KPI ที่เหมาะสมสามารถแสดงให้คุณเห็นว่าแคมเปญการตลาดผ่านอีเมลของคุณเป็นอย่างไร ดังนั้นคุณสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมและไปยังสิ่งที่คุณต้องการ

การวัดผลแบบใดที่มีความสำคัญต่อคุณ

แม้ว่าทุกเมตริกจะสามารถวัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกเมตริกที่มีผลกับคุณ และนั่นเป็นข่าวดีเพราะมันใช้เวลานานมากในการติดตามการวัดหลายร้อยตัวในนั้น วิธีที่ดีกว่าคือการมุ่งเน้นที่การวัดที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางการตลาดอีเมลของคุณทันที เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่าคุณพยายามทำอะไรให้สำเร็จ คุณต้องการที่จะเติบโตรายชื่อสมาชิกของคุณหรือสร้างโอกาสในการขายมากขึ้น? ด้วยเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงอยู่ในใจมันง่ายกว่าที่จะเป็นศูนย์ในการรวมกันของ KPI ที่ถูกต้อง

ต่อไปนี้เป็นมาตรวัดสำคัญ 7 ประการที่ควรคำนึงถึง :

  1. อัตราการส่งอีเมล หมายถึง ตำแหน่งที่ข้อความของคุณสิ้นสุดลงเมื่อส่งแล้ว มันจบลงในโฟลเดอร์สแปมหรือเข้าถึงกล่องจดหมายของลูกค้าหรือไม่
  2. อัตราการเปิด (Open rate) คือ อัตราร้อยละของผู้ที่เปิดหรือดูอีเมลของคุณแม้ว่าจะเปิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งก็ตาม ตัวอย่างง่ายๆถ้าคุณส่งอีเมลไปยังผู้รับ 100 คนและ 25 คนเปิดอีเมลนั้นอัตราเปิดของคุณคือ 25 เปอร์เซ็นต์
  3. อัตราการคลิกผ่านแสดงจำนวนผู้ที่คลิกลิงก์อย่างน้อยหนึ่งลิงก์ในอีเมลของคุณ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการวัดความสนใจของสมาชิกเนื่องจากแสดงว่ามีกี่รายที่ใช้เวลาในการคลิกและขุดลึกลงไปอีกเล็กน้อย
  4. อัตราการแปลงเป็นขั้นตอนต่อไปโดยดูจากการกระทำที่ชัดเจนว่าคุณต้องการให้การคลิกเหล่านั้นส่งผลซึ่งวัดเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่คลิกลิงก์ภายในอีเมลของคุณและดำเนินการตามที่ต้องการเช่นกรอกแบบฟอร์มหรือ ทำการสั่งซื้อ
  5. อัตราตีกลับ คือ จำนวนอีเมลที่ไม่สามารถเข้าถึงกล่องจดหมายของลูกค้าได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม อัตราตีกลับมีสองประเภทที่คุณต้องติดตาม:
  • ซอฟต์ตีกลับคือเมื่อคุณส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลที่ถูกต้อง แต่ข้อความไม่ถึงเนื่องจากกล่องจดหมายของลูกค้าเต็มหรือมีปัญหากับเซิร์ฟเวอร์
  • การตีกลับยากคือเมื่อคุณพยายามส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลที่ไม่ถูกต้องและอีเมลของคุณจะตีกลับ
  1. อัตราการยกเลิก การเป็นเปอร์เซ็นต์ของคนที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกจากรายการของคุณ หากอีเมลใดส่งผลให้มีอัตราการยกเลิกการสมัครรับข้อมูลสูงถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่บางสิ่ง มีคนรู้สึกว่าถูกก่อกวนโดยอีเมลของคุณ? เนื้อหาที่คุณนำเสนอเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเหล่านั้นหรือไม่
  2. อัตราการเติบโตของรายการแสดงให้คุณเห็นว่ารายชื่ออีเมลของคุณเติบโตเร็วแค่ไหน โดยคำนึงถึงการยกเลิกการเป็นสมาชิกและการตีกลับและดูที่จำนวนผู้ติดต่อที่เพิ่มลงในรายการของคุณในช่วงเวลาหนึ่ง

 

ประสิทธิภาพ Email marketing ของคุณเป็นอย่างไร

แม้ว่าตัวเลขจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม การรู้เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ จะช่วยให้คุณประเมินว่าคุณอยู่ที่ไหนในตอนนี้

อัตราการส่งอีเมล:คุณต้องการให้อัตราการส่งมอบของคุณใกล้เคียงกับ 100 เปอร์เซ็นต์มากที่สุด

อัตราการเปิดเฉลี่ย: 20 เปอร์เซ็นต์

อัตราการคลิกผ่านเฉลี่ย: 3.0 เปอร์เซ็นต์

อัตราการแปลงโดยเฉลี่ย:เนื่องจากอัตราการแปลงของคุณสามารถปรับแต่งได้อัตราเป้าหมายของคุณควรเป็นไปตามเป้าหมายของคุณเอง ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายของแคมเปญอีเมลของคุณคือการสร้างยอดขายอัตราเป้าหมายของคุณอาจเป็นจำนวนการขายหรือธุรกรรมที่เฉพาะเจาะจง

อัตราตีกลับเฉลี่ย: 0.42 เปอร์เซ็นต์

อัตราการยกเลิกโดยเฉลี่ย:  ยิ่งต่ำยิ่งดี แต่คุณสามารถตั้งเป้าหมายให้ต่ำกว่า .05

อัตราการขยายรายการโดยเฉลี่ย:หากรายการของคุณเติบโตให้ทำสิ่งที่คุณทำอยู่เรื่อย ๆ หากรายการของคุณกำลังลดขนาดการตรวจสอบจะเป็นไปตามลำดับ

 

เคล็ดลับในการปรับปรุงตัวชี้วัดการตลาดอีเมลของคุณ

เมื่อคุณเข้าใจการวัดอีเมลที่สำคัญเหล่านี้แล้วนี่คือวิธีปรับปรุง

 

วิธีเพิ่มอัตราการส่งอีเมล:

  • อย่าซื้อรายชื่ออีเมลของคุณ
  • ลบที่อยู่อีเมลที่ไม่ถูกต้องจากรายการของคุณ
  • หลีกเลี่ยงทริกเกอร์สแปมเช่น“ คลิกที่นี่”

 

วิธีรับอัตราเปิดที่ดีกว่า:

  • เขียนหัวเรื่องที่ดึงดูดใจ ลูกค้าไม่สามารถรอคลิกได้
  • เก็บประเด็นสำคัญไว้ในสามอันดับแรกของอีเมลของคุณ
  • ทำให้ชัดเจนว่าอีเมลนั้นมาจาก บริษัท ของคุณ

 

วิธีปรับปรุงอัตราการคลิกผ่าน:

  • ออกแบบอีเมลที่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาที่ใช้งานง่าย
  • มีการเรียกร้องให้ดำเนินการต่อต้านไม่ได้
  • ลองวิดีโอ MarTech Advisor รายงานว่า การเพิ่มวิดีโอสามารถเพิ่มอัตราการคลิกได้ 300 เปอร์เซ็นต์

 

วิธีเพิ่มการแปลง:

  • ทำให้กระบวนการเช็คเอาต์ของคุณราบรื่น
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหามีประโยชน์และมีจุดประสงค์
  • ปรับแต่งอีเมลด้วยข้อมูลที่คุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของคุณ

วิธีลดอัตราตีกลับ:

  • ลบที่อยู่ที่ซ้ำกันหรือไม่ถูกต้องออกจากรายการของคุณ
  • อย่าซื้อรายการที่อยู่อีเมล ส่งให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนรายการของคุณเท่านั้น
  • ส่งอีเมลยืนยันการสมัครสมาชิกใหม่

 

หากต้องการลดอัตราการยกเลิกของคุณ:

  • ทำให้ลิงก์ยกเลิกการสมัครสามารถมองเห็นและเข้าถึงได้
  • ส่งแบบสำรวจถามว่าทำไมผู้ที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกได้ตัดสินใจยกเลิก
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเพียงส่งอีเมลถึงผู้ที่ต้องการรับฟังจากคุณเท่านั้น

 

เพื่อให้รายการของคุณเติบโต:

  • ดึงดูดสมาชิกด้วยป๊อปอัพที่สะดุดตาหรือแบบฟอร์มสมัครใช้งาน
  • เพิ่มปุ่ม“ ส่งอีเมลให้เพื่อน”
  • รวมปุ่มแชร์โซเชียล

 

Email marketing อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าและผลักดันผลลัพธ์ แต่คุณต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยการติดตามตัวชี้วัดที่เหมาะสมและรู้ว่าอะไรคืออะไรหรือไม่ทำงานคุณสามารถปรับแต่งแต่ละแคมเปญเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายแล้วให้ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจาก KPI เพื่อเป็นแนวทางในแคมเปญอีเมลของคุณและประสบความสำเร็จ

ของที่ระลึกยอดนิยมในงานอีเว้นท์

งานอีเว้นท์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นงานคอนเสิร์ต งานสัมนา งาน Market หรือแม้แต่งานแต่ง ก็ต้องมีของที่ระลึกทั้งนั้น บางงานก็มอบให้กับแขกฟรี หรือบางงานก็มีจำหน่ายของที่ระลึกเหล่านี้หน้างาน ซึ่งสำหรับผู้จัดงานอีเว้นท์แล้ว ของที่ระลึกหน้างานก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการทำการตลาดนั่นเอง ลองสังเกตดูได้ว่าส่วนใหญ่แล้วก็จะมีไอเทมเหล่านี้เป็นหนึ่งในของที่ระลึกเวลามีงานอีเว้นท์เหมือนกัน

– กระเป๋าผ้า

ช่วงนี้เทรนด์รักษ์โลก รักษ์ธรรมชาติกำลังมา และคนส่วนใหญ่ก็หันมารณรงค์เรื่องนี้มากขึ้น ทำให้มีผู้คนเริ่มหันมาใช้กระเป๋าผ้า ถือเป็นการเริ่มต้นในการดูแลสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ใกล้ตัวด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกระเป๋าผ้าถึงเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานอีเว้นท์รีเควสกัน

– ปฏิทิน

ดูเหมือนเป็นไอเทมที่ไม่มีใครอยากได้ใช่ไหมคะ แต่ปฏิทินก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แทบทุกคนต้องใช้ ยิ่งคนทำงานนี่ของสำคัญเลยนะคะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ รวมถึงตัวแอดมินเองก็ไม่ค่อยออกไปหาซื้อกัน เพราะจะได้มาจากการแจกของที่ระลึกนี่แหละค่ะ หรือถ้ามีงานอีเว้นท์ไหนที่มีทำเป็นของที่ระลึกก็จะซื้อกลับมาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานเลย

– ที่รองแก้วน้ำ

สายออฟฟิศน่าจะชอบกันนะคะ หลายคนน่าจะมีติดโต๊ะไว้สักแน่ๆ ซึ่งที่รองแก้วสามารถผลิตออกมาให้มีดีไซน์สวยงามเหมาะแก่การเป็นของที่ระลึกได้ แถมใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย บอกเลยว่าแค่ออกแบบมาให้ดึงดูดใจผู้เข้าร่วมงานได้ แปลกใหม่

– ที่ติดโทรศัพท์

กำลังเป็นที่นิยมเลยในช่วงนี้ ซึ่งมันมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบห่วง หรือแบบแท่นยื่น ให้เราสามารถถือ และตั้งโทรศัพท์ของเราได้ง่ายขึ้น โดยเราสามารถสั่งทำแบบเฉพาะได้เลย อาจะดีไซน์ออกมาให้แปลกใหม่หรือแตกต่างจากเดิมก็ได้นะคะ ที่ติดโทรศัพท์จึงเป็นอีกไอเดียที่หลายๆ ผู้งานอีเว้นท์เลือกเลย เพราะมันสามารถใช้งานได้จริงนั่นเอง

– ที่เก็บหูฟัง

เชื่อว่าแทบทุกคนต้องมีหูฟังติดไว้ในกระเป๋าอยู่แน่นอน ผู้จัดงานอีเว้นท์หลายคนจึงเลือกที่เก็บหูฟังนี่แหละค่ะมาเป็นของที่ระลึก เพราะเชื่อว่าไม่ค่อยมีใครพับเก็บหูฟังเรียบร้อยหรอกใช่ไหมคะ ขนาดแอดมินยังยัดลงกระเป๋าตลอดเลยค่ะ จะใช้ทีก็แกะกันนานเลย ถ้ามีที่เก็บหูฟังดีดี น่ารักๆ สักอันติดกระเป๋าก็คงจะดี ถ้าผู้จัดคนไหนกำลังหาของที่ระลึกอยู่ อย่าลืมเก็บไอเทมนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกนะคะ

และนี่คือไอเทมที่เหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์ส่วนใหญ่เลือกให้เป็นของที่ระลึกประจำงานกัน ใครที่กำลังจะจัดงาน และยังนึกไม่ออกว่าจะใช้อะไรเป็นของที่ระลึก

รู้จักกับ WordPress โปรแกรมที่จะช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง

บทความนี้ เราจะมาพูดถึง เว็บไซต์สำเร็จรูปอย่าง WordPress เป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้การสร้างเว็บไซต์ของคุณเป็นเรื่องง่ายๆ ที่คุณสามารถสร้างเว็บขึ้นมาเองได้ สำหรับใครที่ต้องการทำบล็อกส่วนตัว อยากเริ่มต้นทำเว็บไซต์ หรือเขียนเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่ไม่มีความรู้ในเรื่องของการเขียนโค้ดเว็บ และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ลองมาทำความรู้จักกับโปรแกรมที่ชื่อ WordPress กันเถอะค่ะ เป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ แถมยังช่วยให้การสร้างเว็บไซต์กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ได้อย่างแน่นอน

WordPress คือโปรแกรมสำเร็จรูปที่เอาไว้สร้าง และจัดการเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต (Contents Management System หรือ CMS) โดยที่เราไม่ต้องมานั่งสร้างเว็บไซต์ หรือเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น PHP HTML หรือ CSS แต่ WordPress สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันที คุณจึงสร้างเว็บไซต์ได้โดยที่ไม่ต้องมีความรู้เรื่องภาษาคอมพิวเตอร์

สร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress ดีอย่างไร?

  • สะดวกต่อการใช้งาน เพราะไม่ต้องเริ่มสร้างเว็บจาก 0 และไม่ต้องเสียเวลาศึกษาโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ เพราะระบบมีทุกอย่างไว้ให้แล้ว
  • มีธีมให้เลือกใช้เยอะ ทั้งธีมแบบฟรีและธีมแบบพรีเมี่ยม สามารถดาวน์โหลดธีมฟรีได้จาก https://wordpress.org/themes/ แต่ถ้าอยากได้ฟังก์ชันเสริม การซัพพอร์ตจากผู้เขียนธีม หรือเรื่องของการอัปเดตเพิ่มเติม ธีมพรีเมี่ยมจะตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้มากกว่า สามารถซื้อและดาวน์โหลดธีมพรีเมี่ยมได้จาก Themeforest.net
  • มี Plugin ให้ใช้อย่างหลากหลาย ซึ่ง Plugin จะทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมเพิ่มคุณสมบัติให้กับเว็บไซต์ เช่น ทำให้ภาพสไลด์ได้, ช่วยสนับสนุนการทำ SEO หรือแบ่ง Layer เว็บไซต์ เป็นต้น
  • อัปเดตง่าย สม่ำเสมอ และเต็มไปด้วยสุดยอดนักพัฒนา

WordPress ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเว็บหลายรูปแบบ ใช้งานง่ายเพียงแค่กำหนดข้อมูลตามส่วนต่างๆ ก็เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้เว็บดูสมบูรณ์แบบได้ก็คือธีม ซึ่งเราสามารถเลือกประเภทของธีมให้เข้ากับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องตั้งค่าอะไรมากมาย

ประเภทของธีมจะมีให้เลือกหลายแนวมาก ไม่ว่าจะเป็น Blog, Portfolio, Business, eCommerce เป็นต้น แต่ถ้าหากใครยังนึกไม่ออกว่า WordPress จะสามารถทำเว็บแบบไหนได้บ้าง สามารถกดเข้าไปดู Demo หรือ Preview เพื่อดูหน้าตาการสร้างเว็บแต่ละแบบก่อนก็ได้เช่นกัน