คลังเก็บป้ายกำกับ: ระบบ Cloud

Container Orchestration

ทั้ง Container และ OpenStack ต่างก็เป็นเทคโนโลยีสุดฮอตในระบบ Cloud แต่รู้หรือไม่ว่า Container Orchestration Tool ตัวไหนบ้างที่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับ Open Source Cloud Platform อย่าง OpenStack ได้? มาหาคำตอบกันที่บทความนี้ได้เลย

องค์กรทั้งหลายมักใช้ Container Orchestration Tool (หรือบางครั้งก็เรียกว่า Container Orchestration Engine) ในการ Deploy, Scale, และ เชื่อมต่อส่วนประกอบต่างๆ ของ Container Technology เข้าด้วยกัน ซึ่ง Orchestration Tool นี้ช่วยให้องค์กรสามารถ Monitor พวก Container Instance เพื่อลดจำนวน Container ที่กระจายตัวอยู่ในระบบได้อีกด้วย

OpenStack Magnum Module ที่เป็นบริการ OpenStack API สำหรับ Container นั้นรองรับ 3 Container Orchestration Engine หลักๆ คือ Docker, Google Kubernetes, และ Apache Mesos

Docker เป็นหนึ่งใน Orchestration Engine ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุด Docker ทำให้ Developer สามารถ  Package และ Deploy ทั้ง Application ตลอดจนสิ่งที่ Application ต้องใช้ได้ภายในหนึ่ง Image ที่รันบนระบบของ Linux ทั้งนี้ Docker ก็มี Tool ของตัวเอง เช่น Docker Machine สำหรับสร้าง Docker Host, Docker Compose สำหรับรวบรวม Application ซับซ้อนทั้งหลายที่กระจายตัวอยู่, และ Docker Swarm สำหรับรองรับ Container Cluster ให้มีระบบ Computing ที่ยืดหยุ่นและ Scale การใช้งานได้

Google Kubernetes เป็น Container Orchestration Engine แบบ Open Source ที่รองรับการงานร่วมกับ Docker Container โดย Kubernetes นี้จะ Deploy และจัดการ Container อยู่ภายใน Compute Cluster ทั้งยังทำ Workload Balancing เพื่อคงไว้ซึ่งศักยภาพการทำงาน

Apache Mesos ก็เป็นอีกหนึ่ง Orchestration Engine แบบ Open Source ที่เน้นด้านความคงทนต่อความเสียหาย (Fault-Tolerant), Compute Cluster ขนาดใหญ่, และการรองรับ Node จำนวนนับหมื่นที่รัน Docker Container นอกจากนี้ Mesos ยังรองรับคอนเซ็ปต์ของ Jobs And Tasks รวมทั้งสภาพแวดล้อม Container ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดและมีความสามารถการ Scale สูง ซึ่งองค์กรมักจะใช้งาน Mesos กับ Job System อย่าง Marathon สำหรับรัน Jobs และ Tasks

ผู้ใช้งาน OpenStack สามารถเลือกใช้อย่างไหนก็ได้จาก 3 Orchestration Tool นี้ โดย Engine ที่เลือกใช้จะถูก Provision อัติโนมัติไปยัง Host System ที่มี Container Deploy อยู่ทันที

OpenStack Liberty

OpenStack Liberty เวอร์ชั่นปัจจุบัน เวอร์ชั่น 12 ของ Open Source Software เพื่อสร้าง Public, Private และ Hybrid Cloud ด้วยนวัตกรรมใหม่ และเพิ่มเติมการทำงานที่ครอบคลุมเทคโนโลยี Data Center ที่ทำให้ OpenStack กลายเป็น Integration Engine ยอดนิยมสำหรับผู้ให้บริการ Cloud และกลุ่มองค์กรที่กำลังใช้งาน Cloud อยู่ตอนนี้

 

จากการสนับสนุนของผู้พัฒนาอิสระกว่า 1,933 คน และจากอีก 164 องค์กรใหญ่ ทำให้ OpenStack Liberty มีระบบควบคุมการทำงานที่ละเอียดและเหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการ Deployment ขนาดใหญ่ และมี Tools รองรับการจัดการ Container ใน Production Environment อีกด้วย

Feature ใหม่ของ Liberty

ระบบการจัดการประสิทธิภาพสูง

หลายคนต้องการให้มีระบบการตั้งค่าที่ดีขึ้น และระบบ Library ร่วม (Common library adoption) ตอนนี้ OpenStack 12 ถูกพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Role-Based Access Control (RBAC) เพื่อใช้งานร่วมกับ Heat orchestration และ Neutron networking รวมทั้งเปิดให้ปรับ Security Setting อย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย

ระบบปรับแต่งเรียบง่าย

OpenStack ได้รับการตอบรับอย่างดี เป็นที่นิยมในการใช้ระบบสร้าง Cloud ทั้ง Public และ Private อย่างแพร่หลาย เหล่า User จึงการต้องการรองรับ Deployment ขนาดใหญ่ ซึ่งใน Liberty ได้มีการพัฒนาด้านประสิทธิภาพการแสดงผล และมีความเถียรมากขึ้น ติดตั้ง Application Nova Cells v2 ในตัว สามารถรองรับการ Deployment ขนาดใหญ่ และการ Deployment พร้อมกันในหลายพื้นที่ (Multi-location compute deployment) ยังเพิ่มศักยภาพการปรับแต่ง (Scalability) และการทำงานของ Horizon dashboard, Neutron networking, และ Cinder block storage

รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ

OpenStack เป็น Open Source Platform เดียวที่รองรับการจัดการ 3 เทคโนโลยีหลักๆ ของระบบ Cloud ทั้ง Virtual Machine, Container และ Bare Metal Instance ทั้งยังเป็นที่นิยมในการใช้งานร่วมกับระบบ NFV (network functions virtualization) ขององค์กร โดย OpenStack Liberty ได้เพิ่มศักยภาพการทำงานทั้งสองด้าน ด้วยฟีเจอร์ตัวใหม่ อย่าง Nova compute scheduler, QoS Framework และระบบ LBaaS (Load Balancing as a Service) ที่ดียิ่งกว่าเดิม

ระบบจัดการ Container ตัวใหม่

ในระหว่างการพัฒนา Liberty ระบบ Magnum Container ระบบจัดการ Container ตัวใหม่ที่รองรับการทำงานร่วมกับ Kubernetes, Mesos และ Docker Swarm ก็ได้เปิดตัวขึ้น และเมื่อนำ Magnum มาใช้ร่วมกับบริการที่มีอยู่เดิมของ OpenStack อย่าง Nova, Ironic, และ Neutron จะช่วยให้จัดการ Container ได้ง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ Kuryr ซึ่งถูกวางแผนให้เข้ามาเสริมประสิทธิภาพ โดยทำงานกับส่วนของ Container networking อย่าง libnetwork ได้โดยตรง

Orchestration

Heat Orchestration ได้เพิ่มระบบจัดการทรัพยากรใหม่เข้าไปมากมาย รวมทั้งระบบอัตโนมัติ และการรองรับความสามารถใหม่ๆ ของ Liberty เพิ่มความสามารถการจัดการและการ Scale ซึ่งรวมด้านการเข้าถึง API เพื่อเช็คว่ามี Resource หรือ Action ไหนพร้อมใช้งานได้บ้าง โดยทั้งหมดนี้มาพร้อมกับ RBAC ติดตั้งในตัว

 

10 ข้อดีของ Cloud

Cloud Computing ฟังแล้วคงคุ้นๆหูกันบ้าง แต่รู้หรือไม่ ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร ซึ่งก็อธิบายได้ดังนี้

Cloud Computing ก็คือระบบ Compting ที่อยู่บน Internet นั่นเอง โดยในอดีตเราใช้งาน Application หรือ Program ต่างๆ จากเหล่า Software ที่ดาวน์โหลดมาจาก Internet และนำมาติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์หรือ Server อีกทอดหนึ่ง แต่ว่าระบบ Cloud Computing นั้นแตกต่างออกไป เพราะเราสามารถใช้งาน Application หรือ Program ทั้งหลายได้เลย ผ่านทาง Internet

โดยในทุกวันนี้ ชีวิตประจำวันของเราก็เกี่ยวข้องกับระบบ Cloud กันอย่างไม่รู้ตัว ทั้งการอัพเดท
สเตตัสบน Facebook และเปิดแอพฯ เช็คเงินในธนาคาร ล้วนเป็นการใช้งาน Cloud Computing ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งใครๆ ต่างก็พึ่งพา Cloud Computing เพื่อแก้ปัญหายิบย่อยของการทำธุรกิจ เช่น การส่งอีเมลระหว่างเดินทาง หรือใช้สารพัดแอพฯ ช่วยบริหารจัดการ Workload เป็นต้น

ซึ่ง Cloud Computing นั้นกำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจในสหราชอาณาจักรจะต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน

แล้วทำไมเปอร์เซ็นต์ถึงเยอะขนาดนั้น? Cloud computing มีดีแค่ไหน? เสริมศักยภาพการทำธุรกิจได้อย่างไร? ช่วยให้ทำเงินได้เยอะขึ้นจริงหรือ?

และนี่คือ 10 ข้อได้เปรียบที่คุณจะได้เป็นเจ้าของทันที เมื่อเปลี่ยนมาใช้ Cloud

1 ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย น่าจะเรียกได้ว่าเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth อยู่ตลอด เพราะในระบบ Cloud เราสามารถปรับเพิ่มหรือลดขนาดของ Bandwidth ได้ทันทีตามต้องการ เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการทำธุรกิจไปอีกระดับ

  1. ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ทุกบริษัทล้วนต้องมีการลงทุนเพื่อกู้คืนความเสียหายจากภัยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สำหรับธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
  2. อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise ไม่ได้มาติดตั้งกินพื้นที่อยู่ในบริษัทของเรา การดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย บำรุงรักษา หรืออัพเดทซอฟต์แวร์ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเอาเวลาอัพเดทระบบ ไปสร้างสรรค์ธุรกิจของตนได้เต็มที่
  3. ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราสามารถใช้งานฮาร์ดแวร์คุณภาพสูงได้ในราคาค่าบริการที่ไม่แพง
  4. ประสานงานได้ดีขึ้น : ให้ลองนึกภาพ Google Drive เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานกันผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย
  5. อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : พอกันทีกับยุคสมัยที่ต้องติดแหง็กนั่งทำงานอยู่กับที่ ระบบ Cloud ทำให้เราสามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามชอบใจ
  6. จัดการเอกสารได้ง่าย : สมัยก่อน เวลาจะส่งเอกสารทีไรก็ต้องแนบไฟล์ผ่านอีเมลเป็นรายคน และเมื่อมีการแก้ไขหรือส่งกลับไปกลับมาบ่อยๆ เข้า ก็เกิดปัญหาชวนสับสนเรื่องชื่อไฟล์ ฟอร์แมต รวมไปถึงเนื้อหา ไม่รู้ว่าอันไหนใช้งานได้หรือไม่ได้กันแน่ แต่ในระบบ Cloud ปัญหาพวกนี้จะหมดไป เพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที
  7. ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การโดนขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือทำมันหาย ไม่ใช่แค่เสียเครื่องไปอย่างเดียว แต่ยังสูญข้อมูลข้างในซึ่งอาจเต็มไปด้วยความลับของบริษัทอีกด้วย ระบบ Cloud ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะเก็บไฟล์งานไว้แบบออนไลน์ 100% หมดห่วงข้อมูลรั่วไหล
  8. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจถึงกับต้องถอดใจเมื่อคิดจะลงสนามแข่งกับพวกธุรกิจรายใหญ่ เพราะติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่พอมีระบบ Cloud ก็วางใจได้เลย เพราะ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและ Application ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะในสิ่งที่ต้องการใช้
  9. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : ถึงแม้ในภาพรวมดูจะมีแต่ข้อดีทางธุรกิจ ก็ไม่ได้หมายความว่าการย้ายมา Cloud จะเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ตามปกติแล้ว Server จะใช้พลังงานและปล่อยคาร์บอนออกไปมหาศาลในการ Scale ระบบที่อาจจะไม่ได้ใช้งานอย่างคุ้มค่าเท่าที่ควร  แต่ด้วยความยืดหยุ่นของ Cloud ที่ทำให้เราปรับ Scale ได้ตามปริมาณการใช้งานจริง ทำให้ไม่เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ นอกจากนี้การทำงานบนระบบ Cloud ยังช่วยลดปริมาณการใช้งานกระดาษ ด้วยการแชร์ข้อมูลออนไลน์แทนที่การปรินท์อีกด้วย

เรียกได้ว่าข้อดีเพียง 3 ข้อก็น่าจะเพียงพอให้ฝ่าย IT และฝ่ายบริหารของทางบริษัทพุ่งเป้าไปที่ Cloud แล้ว แต่นี่มีด้วยกันถึง 10 ข้อเลยทีเดียว ซึ่งสามารถคอนเฟิร์มคุณภาพว่าส่งผลดีต่อธุรกิจและสิ่งแวดล้อมแน่นอน ถึงขนาดนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม รีบเปลี่ยนมาวางแผนใช้ Cloud กันตอนนี้เลยดีกว่านะ

รู้จัก OpenStack แบบง่ายๆ ก่อนเริ่มใช้ Cloud

ตอนนี้ OpenStack กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud แต่ว่าอะไรทำให้ OpenStack สะดุดตาเกินหน้าเกินตา คู่แข่งขันรายอื่น อย่าง Amazon EC2 กัน เรามาทำความเข้าใจกับ OpenStack อย่างถ่องแท้ของมันกัน

What’s OpenStack?

OpenStack เริ่มต้นมาจากการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ร่วมกับ Rackspace บริจาคโค้ด (Code) ของระบบ Cloud ที่ตนเองมีอยู่ให้เป็น Open Source ปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก

เว็บไซต์ OpenStack.org ได้ให้ความหมายของคำว่า “OpenStack” ไว้ว่า “OpenStack software controls large pools of compute, storage, and networking resources throughout a datacenter, managed through a dashboard or via the OpenStack API. OpenStack works with popular enterprise and open source technologies making it ideal for heterogeneous infrastructure” (เป็นโปรแกรมควบคุมชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์, Computer Networking และพื้นที่เก็บไฟล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใน Data Center โดยควบคุมผ่านทาง Dashboard หรือ OpenStack API ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ประกอบการและระบบ Open source ด้วยกัน ซึ่งนั่นส่งผลให้ OpenStack เป็นโปรแกรมที่เหมาะกับ Infrastructure ขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนี้)

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

ภายหลังจาก NASA และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack เป็น Open source ให้เหล่าโปรแกรมเมอร์นำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง GitHub ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ PayPal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโปรเจ็คเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ซึ่งส่วนมากก็เป็นโปรเจ็คเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งาน OpenStack หรือจะทดลองใช้ ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ก็ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

รู้จัก Ecosystem ของ OpenStack

OpenStack กับ Amazon EC2 อาจดูคล้ายกันมาก เพราะผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก dashboard หรือ API ได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจากเรื่องที่ OpenStack เป็นของฟรี ก็คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นบริการ Private Cloud ของ OpenStack เอง หรือจะสมัครไปใช้ Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า OpenStack ไม่ใช่ Hypervisor แต่ถูกสร้างมาเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกันหลายๆ เครื่อง User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

Component หลักของ OpenStack

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตามแต่ Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network และ Network Interface อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : มีหลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยว อย่าง Image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เราสามารถเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (Identity storage) : เป็นตัวคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Authentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อกรวม VM ที่เราอัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้กันภายในองค์กร
  • Trove (Database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component พวกนี้ของ OpenStack ยังใช้ MySQL database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลเอาไว้แบบ Public

apt-get install keystone python-keystoneclient

คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam”

คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list

คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย

from keystoneclient.v2_0 import client

หรือถ้าใครไม่คล่อง Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

10 ข้อดีของ Cloud

แต่ก่อน เมื่อเราต้องการใช้ Application ต่างๆจาก Software เราก็จะไปหาโหลดตามอินเตอร์เน็ตติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แต่เมื่อเกิด Cloud ขึ้นมา ก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการที่เราสามารถใช้งาน Application หรือ Program ต่างๆได้ผ่านทาง Internet

ทุกวันนี้เราใช้ Cloud โดยไม่รู้ตัวแน่ๆ ทั้งการอัพเดทสเตตัสบท Facebook และการใช้ธนาคารออนไลน์      แอพโอนเงินต่างๆ Cloud Computing สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย

Cloud Computing กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน เรามารู้จัก 10 ข้อดีของการเปรียบมาใช้ Cloud

  1. ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย น่าจะเรียกได้ว่าเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth อยู่ตลอด
  2. ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
  3. อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise ไม่ได้มาติดตั้งกินพื้นที่อยู่ในบริษัทของเรา การดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย บำรุงรักษา หรืออัพเดทซอฟต์แวร์ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเอาเวลาอัพเดทระบบ ไปสร้างสรรค์ธุรกิจของตนได้เต็มที่
  4. ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น
  5. ประสานงานได้ดีขึ้น : ให้ลองนึกภาพ Google Drive เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานกันผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย
  6. อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : สามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามชอบใจ
  7. จัดการเอกสารได้ง่าย Cloud จะช่วยจัดการเอกสารให้ง่ายขึ้นเพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที
  8. ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การโดนขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือทำมันหาย ไม่ใช่แค่เสียเครื่องไปอย่างเดียว แต่ยังสูญข้อมูลข้างในซึ่งอาจเต็มไปด้วยความลับของบริษัทอีกด้วย ระบบ Cloud ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะเก็บไฟล์งานไว้แบบออนไลน์ 100% หมดห่วงข้อมูลรั่วไหล
  9. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจถึงกับต้องถอดใจเมื่อคิดจะลงสนามแข่งกับพวกธุรกิจรายใหญ่ เพราะติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่พอมีระบบ Cloud ก็วางใจได้เลย เพราะ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและ Application ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะในสิ่งที่ต้องการใช้
  10. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : Cloud ยังช่วยลดปริมาณการใช้งานกระดาษ ด้วยการแชร์ข้อมูลออนไลน์แทนที่การปรินท์อีกด้วย

Private Cloud คือการลงทุนที่คุ้มค่าต่อธุรกิจในปัจจุบัน

เพราะในปัจจุบันนั้นโครงสร้างธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทุกๆกิจการต้องการความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะเป็นที่ 1 ในด้านธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักของการเอาชนะคู่แข่งได้ Private Cloud ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามหรือนักธุรกิจควรศึกษาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนกับ  Private Cloud คือระบบ Cloud จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ โดยจะลูกเล่นเหมือนกับ Public Cloud แต่จะต่างกันตรงที่ Private Cloud หนึ่งอันจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรเท่านั้น โดยมีการบริหารจัดการ Resource ให้กับหน่วยงานภายในกันเอง ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าไปใช้ Resource เหล่านั้นได้โดยตรง

ข้อดีของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– มีความปลอดภัยสูงเพราะข้อความทุกอย่างจะเป็นความลับถายในอังค์กรเท่านั้น

– สามารถควบคุมได้ง่าย

– คุมค่าใช่จ่ายให้อยู่ในขอบเขต

– ยกระดับด้านศักยภาพของบุคลากรและระบบ IT ภายในองค์ให้มีประสิทธิภาพ

– มีความรวดเร็วในการใช้งาน ทั้งด้านโปรแกรม และอินเตอเน็ต

– ไม่เปลือง Internet Bandwidth หากการใช้งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในองค์กรเอง

– ประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญอยู่มาก

– สามารถดึงทรัพยากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ Private Cloud ให้เราสามารถปรับแต่งการทำงานได้อย่างอิสระ

ข้อเสียของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– ต้องดูแล Private Cloud อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

– ผู้ดูแลระบบ Private Cloud ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความรับผิดชอบสูง

– มีค่าใช้จ่ายในการลุงทุนด้านHardware และ Software สูง