คลังเก็บป้ายกำกับ: โฆษณาสินค้า

บริษัทโฆษณาออนไลน์

บริษัทโฆษณาออนไลน์ ตัวช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

หลังจากที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทไม่ใช่เพียงแค่สำหรับการดำรงชีวิต แต่รวมไปถึงการทำธุรกิจ หลายอย่างก็ได้เปลี่ยนโฉมใหม่จากสื่อสิ่งพิมพ์ไปเป็นสื่อออนไลน์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือ บริการแบบ Offline Marketing ไม่สามารถที่จะช่วยทำให้จุดหมายของผู้ประกอบกิจการบรรลุวัตถุประสงค์ วิธีการประชาสัมพันธ์สินค้าแบบ “โฆษณาออนไลน์” จึงเกิดขึ้นมา

บริษัทโฆษณาออนไลน์

บริษัทโฆษณาออนไลน์

โฆษณาออนไลน์ หมายถึง สื่อโฆษณารูปแบบหนึ่งปรากฏอยู่บนหน้าอินเทอร์เน็ต มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่ผ่านมาเห็นให้เกิดความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน การทำโฆษณาออนไลน์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และกำลังเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะการทำโฆษณาออนไลน์นั้นใช้เงินทุนต่ำ ในขณะที่สร้างยอดขายได้สูง เนื่องจากโฆษณาออนไลน์เป็นสื่อที่แพร่กระจายได้เร็วตามอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ แฟนเพจต่างๆ แถมยังกระจายไปในวงกว้าง ถ้าหากผู้ประกอบการมีเทคนิคการทำโฆษณาออนไลน์ที่ดี ก็จะสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการได้มากขึ้น

ทว่าในการทำโฆษณาออนไลน์ ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถทำได้และประสบความสำเร็จ หลายครั้งที่ผู้ประกอบหลายรายลงมือทำโดยที่ไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการทำโฆษณาออนไลน์ แต่ทำเพียงเพราะคิดว่า “เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้” จนในที่สุด ผลตอบรับจากการทำโฆษณาออนไลน์นั้นก็ไม่สำเร็จดั่งใจ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือกลายเป็นความผิดพลาดที่ต้องเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

เพราะเช่นนั้น “บริษัทโฆษณาออนไลน์” จึงมีความสำคัญ…

บริษัทโฆษณาออนไลน์ เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่จะช่วยต่อเติมความสำเร็จของธุรกิจให้เต็ม เพราะบริษัทโฆษณาออนไลน์จะมีความรู้และมีความเชี่ยวชาญทางด้านการทำโฆษณาโดยเฉพาะ โดยเป้าหมายของการทำธุรกิจ คือ การแสวงหาผลกำไร ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว การจะขายสินค้าหรือบริการได้ ธุรกิจนั้นต้องมีรากฐานมาจากการที่สินค้าหรือบริการนั้นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมาก่อน ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเปิดใหม่ หรือธุรกิจที่ต้องการสร้างยอดขาย บริษัทโฆษณาออนไลน์จะช่วย…

  • ประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการให้โด่งดัง
  • วิเคราะห์หากลุ่มเป้าหมายที่เป็น Potential Buyer ของสินค้าหรือบริการ
  • หาช่องทางโปรโมทสินค้าหรือบริการนั้นๆ จากบรรดาสื่อ Social Media และ Search Engine ให้เกิดกระแสบวกติดตลาดออนไลน์
  • ช่วยสร้างสื่อโฆษณาออนไลน์ที่จัดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะการจะส่งข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ ต้องมีตัวกลางในการส่งสาร ซึ่งอาจจะเป็น ป้ายแบนเนอร์ ภาพ ข้อความ หรือวิดีโอ ฯลฯ โดยบริษัทโฆษณาออนไลน์จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการดูแล Website, การจัดทำภาพประกอบ, การสร้าง Content, การจัดวางเนื้อหา ที่รู้ว่าตำแหน่งไหนจะดึงดูดสายตาคนได้มากที่สุด เวลาไหนเหมาะแก่การขาย เวลาไหนเหมาะแก่การให้ข้อมูล รวมถึงรู้ว่าต้องจับกระแสออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในการโฆษณาสินค้าอย่างไร เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย
  • กระจายการโฆษณาสินค้าหรือบริการอย่างครอบคลุมด้วยเว็บไซต์พันธมิตรที่บริษัทโฆษณาออนไลน์มี เพราะในบางคราว โฆษณาออนไลน์บางประเภทไม่สามารถทำการขึ้นโฆษณาบน Google หรือ Facebook ได้ อาทิ โฆษณาที่เข้าข่าย 18+ และโฆษณาอาวุธ บริษัทโฆษณาออนไลน์จะช่วยนำลงเว็บไซต์พันธมิตรที่ตนมี

ซึ่งในการทำโฆษณาให้มีคุณภาพและน่าสนใจ เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการของตนเองให้มากและรอบด้านที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านบวกหรือข้อมูลด้านลบ เพราะรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยที่ดูไม่น่าสำคัญ แต่ถ้าหากบริษัทโฆษณาออนไลน์มองเห็นว่ามีความน่าสนใจก็อาจนำไปใช้เป็นจุดขายในการทำโฆษณาให้กับสินค้าและบริการนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้ ยังถือเป็นการให้ข้อมูลแก่บริษัทโฆษณาออนไลน์เพื่อจะได้สร้างสรรค์โฆษณาได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และสมบูรณ์อีกด้วย

Online Marketing สุดยอดของความสำคัญ

คนรุ่นใหม่อย่างเรา เข้าถึงการตลาดออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย เเละสะดวกรวดเร็ว ตั้งเต่เช้าจนถึงเข้านอน ทั้งรวดเร็ว สะดวกสบาย

Online Marketing คือ การทำการตลาดในสื่อออนไลน์ เพื่อทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จัก โดยใช้วิธีต่างๆ ในการ โฆษณาออนไลน์ หรือ โฆษณาขายสินค้า ที่นำสินค้าของเราไปเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเกิดความสนใจ โดย Online Marketing สามารถทำได้หลายช่องทาง ดังนี้

  1. Search Engine Marketing  การตลาดบน Search Engine การทำให้สินค้าของเราติดอันดับการค้นหาในลำดับแรกๆ ทำให้เรามีโอกาสขายของได้เยอะกว่าเจ้าอื่นๆ โดยมี 2 แบบ คือ SEO (การทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับของ Google) กับ PPC (การซื้อโฆษณา บน Google)
  2. Email Marketing การตลาดที่ทำผ่านอีเมล์ เพื่อส่งข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ ถึงกลุ่มเป้าหมาย ถือว่าเป็นการตลาดที่ต้นทุนต่ำที่สุด ตรงกลุ่ม และสามารถเข้าถึงผู้รับภายในเวลาอันรวดเร็ว
  3. Social Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่าน Social Network ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Instagram, Pinterest ฯลฯ

Online Marketing ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เรารู้จักสินค้าของเรา และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เพียงเท่านี้สินค้าของเราก็สามารถเป็นที่รู้จัก และสร้างยอดขายในโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย

ทุกวันนี้ใครๆก็ใช้อินเทอร์เน็ตแทบทุกวันในการสื่อสาร โดยเฉพาะผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และทางคอมพิวเตอร์ ไว้ในการแชท การหาข้อมูล และติดตามข่าวสารเป็นประจำทุกวัน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในการทำงานบริษัท มาดูข้อมูลภาพรวมและพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย จะเห็นว่าคนไทยติดมือ จนขาดสิ่งนี้ไม่ได้

จากภาพข้อมูลนี้เผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2016 ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 68.1 ล้านคน มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีผู้ใช้ Social Network มากถึง 41 ล้านคน โดย Facebook เป็นเว็บไซต์และแอปที่คนไทยใช้มากที่สุดโดยมีคนใช้ถึง 92.1 % ตามด้วย LINE 85.1% และ Google+ 67%

สำหรับยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2015 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนที่มีจำนวนผู้ใช้ 20 ล้านเลขหมาย และมีการใช้บริการเครือข่าย 4G ถึง 10.8 ล้านเลขหมาย

โดยอุปกรณ์ส่วนใหญ่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยาวนาน ได้แก่ สมาร์ทโฟน 82.1 % เชื่อมต่อนาน 5.7 ชั่วโมงต่อวัน อันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นพวก คอมพิวเตอร์พีซี และ Labtop โดยเชื่อมต่อเน็ต นาน 5.4 ชั่วโมงต่อวัน และ 5.2 ชั่วโมงต่อวัน ตามลำดับ จะเห็นว่าคนไทยติดมือถือ ใช้เน็ตตลอดเวลา

สำหรับกิจกรรมที่คนไทยติดมือถือนี้ นิยมใช้อินเทอร์เน็ต ยังคงเป็นการใช้เพื่อใช้งานเข้า Social Network 82.7% รองลงมาเพื่อการค้นหาข้อมูล 56.7% และใช้เพื่ออ่านข่าวสาร 52.2% เป็นต้น หากแยกเป็นกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเห็นว่า กลุ่ม Gen Y คือกลุ่มที่่่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด ถึง 54.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามด้วยกลุ่ม Gen X 47.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ Gen Z และ Baby Boomer ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตเท่ากันที่ 41.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ข้อมูลจาก สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) และ MarketingOops

การออกแบบช่องทางโฆษณาขายของ

การออกแบบช่องทางการโฆษณาขายของควรน่าจะได้คำนึงถึงเงื่อนไขในการสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการคิดจะซื้อสินค้าชนิดนั้น ๆ ประเด็นสำคัญที่จะนำมาพิจารณา ได้แก่

1. ขนาดการซื้อ (Lot Size) ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการในการซื้อ 1 ครั้ง ยิ่งซื้อน้อยช่องทางการจัดจำหน่ายต้องเน้นความใกล้ชิดกับผู้บริโภคสามารถตอบสนองความสะดวกด้านเวลา เพราะผู้บริโภคจะซื้อบ่อย ๆแต่ปริมาณต่อครั้งไม่มาก

2. ระยะเวลาการรอ (Waiting Time) ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าให้ผู้บริโภคนานเท่าใด ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริโภคต้องการเลือกใช้ช่องทางที่ใช้เวลาเร็วที่สุด สินค้าบางชนิดผู้บริโภครอได้ แต่บางชนิดเมื่อตัดสินใจซื้อต้องได้สินค้าทันที

3. ความสะดวกในการหาซื้อ (Spatial Convenience) การอำนวยความสะดวกในการหาซื้อสินค้าแก่ผู้บริโภค เช่น จำนวนร้านค้าที่มากเพียงพอ การกำหนดจำนวน Showroom หรือความสะดวกจากการสั่งซื้อสินค้าที่บ้านผ่านทาง Catalog Sales

4. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Variety) ช่องทางการจัดจำหน่ายจะนำเสนอต่อผู้บริโภคโดยทั่วไปผู้บริโภคอยากให้มีความหลากหลาย เพื่อจะได้มีโอกาสเลือกสรรสินค้าที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

5. บริการ (Service Backup) บริการที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น การให้สินเชื่อ การรับประกันการจัดส่งการติดตั้ง การซ่อมแซมบำรุงรักษา ฯลฯ ยิ่งบริการมีมากเท่าใดก็เป็นภาระแก่ช่องทางการจัดจำหน่ายมากเท่านั้น แต่ถ้าผู้บริโภคต้องการบริการที่ติดไปกับสินค้า การออกแบบช่องทางการจัดจำหน่ายก็ต้องจัดให้มีศูนย์บริการอำนวยความสะดวกให้ด้วย

การตลาดออนไลน์เพื่อให้แบรนด์สินค้าติดตลาด

จุดมุ่งหมายสูงสุดของการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะการขายสินค้าเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องยอดขายและผลกำไรที่ได้รับ ทุกบริษัทต่างหวังผลและนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเป้าหมายหลักของธุรกิจ จึงกลายเป็นที่มาของการสร้างสรรค์แผนธุรกิจที่หลากหลายผสานกับการวางกลยุทธ์ที่สลับซับซ้อนและแยบยลมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต

หนึ่งในวิธีการที่จะช่วยทำให้ธุรกิจซึ่งดำเนินงานด้านค้าขายประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งบรรลุวัตถุประสงค์ด้านยอดขายและกำไรก็คือ “การทำให้แบรนด์สินค้าติดตลาด” ซึ่งผู้ประกอบการต้องดึงเอากลยุทธ์วิธีการอื่นๆ เข้ามาเสริมด้วย อย่าได้หวังพึ่งการกระหน่ำยิงสปอตโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันผู้บริโภคฉลาดมากขึ้นทั้งยังมีตัวเลือกมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา โฆษณาจึงมิใช่อาวุธหลักที่น่าสนใจในการทำให้แบรนด์สินค้าติดตลาดเหมือนเช่นดังแต่ก่อนที่เพียงอัดโฆษณาเยอะๆ เข้าไว้เป็นพอ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าโฆษณาไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการได้เลย เพราะหากพูดถึงการส่งแจ้งข่าวสารและสร้างการรับรู้แล้ว โฆษณาก็ไม่เคยทำให้ผิดเลยสักนิด ดังนั้นโฆษณาจึงยังมีประโยชน์และอิทธิพลอย่างมากทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค แต่ประเด็นคือจะใช้โฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม เพราะผู้บริโภคมีหลายลักษณะและแตกต่างจากอดีต ซึ่งแนวทางการโฆษณาที่ดีและน่าจะเหมาะสมในยุคนี้อาจเป็นการลดการยิงสปอตโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ แล้วหันไปใส่ใจคุณภาพของโฆษณามากกว่าปริมาณ นอกจากนี้ควรให้ความสนใจสื่อทางเลือกกระแสอื่นๆ อย่างการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียเน็ตเวิร์กต่างๆ ซึ่งการโฆษณาผ่านสื่ออย่างครอบคลุมจะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงและจดจำแบรนด์สินค้าได้ดีกว่าการเล่นผ่านสื่อกระแสหลักแต่เพียงอย่างเดียว

การที่แบรนด์ติดตลาดถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการทำธุรกิจสมัยใหม่ เพราะนอกจากจะทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มากแล้ว ยังช่วยให้การทำธุรกิจสะดวกสบายและลดอุปสรรคปัญหาต่างๆ ลงไปได้มากพอควร นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถกำหนดทิศทางความไปของตลาดได้หากแบรนด์สินค้าของเราเป็นผู้นำตลาด แน่นอนว่ายิ่งแบรนด์สินค้าติดตลาดและเป็นผู้นำในตลาดมากเท่าไหร่ ผู้ประกอบการก็สามารถบังคับกลไกตลาดให้เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนได้มากขึ้นตามไปด้วย

การโปรโมทเว็บของท่านด้วย SEO นั้นสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ค่อยดี บริษัท โฆษณาเว็บไซต์ ขนาดใหญ่นำมาตรการต่าง ๆ มาใช้จัดการกับปัญหาการชะลอตัว เช่น ลดคนงาน ลดวันทำงาน หรือตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจการขนาดเล็กอย่าง SME ต้องลดการขายไปด้วย คุณยังคงสามารถขายสินค้าในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สักหน่อย มาดูกันว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ยอดขายไม่ตก

โฆษณาออนไลน์

โฆษณาออนไลน์

  1. อย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน การที่ข่าวออกมาว่าสภาพเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาลง ไม่ได้หมายความว่าจะกระทบกับยอดขายสินค้าของคุณ กำลังใจและความคิดของคุณเป็นสิ่งสำคัญมากต่อความสำเร็จ ขอให้คิดถึงและสนใจในเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้ ถึงแม้ว่าจะทำใจไม่ง่ายนักที่จะคอยมองโลกในแง่ดี แต่เชื่อเถอะว่ากำลังใจสำคัญที่สุด
  2. จำกัดกลุ่มเป้าหมาย ให้กำหนดไปเลยว่าใครที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของคุณ หากคุณไม่ทราบว่ากลุ่มลูกค้าคุณมีลักษณะอย่างไร ให้คุณหันกลับไปดูลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วตอบให้ได้ว่า ใครเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ คุณช่วยพวกเขาแก้ปัญหาอะไร ทำไมเขาจึงทำธุรกิจหรือซื้อสินค้ากับคุณ ถ้ายังไม่ทราบคำตอบก็ให้ถามลูกค้าโดยตรง
  3. ใช้วิธีโฆษณาที่หลากหลาย เมื่อคุณกำหนดได้แล้วว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย ให้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขาผ่านการ โฆษณาออนไลน์  ต่างๆ เช่น อีเมล์ โทรศัพท์ จดหมาย จัดงานเปิดตัว หรือแม้แต่การทำการโปรโมทเว็บก็ตาม เป็นต้น แต่อย่าลืมว่าต้องวางแผนและกำหนดเวลาให้ดี
  4. การนำเสนอต้องชัดเจน คุณต้องแน่ใจว่าการนำเสนอของคุณทุกครั้งเมื่อพบกับว่าที่ลูกค้าหรือลูกค้าปัจจุบันนั้น ตอบโจทย์ของพวกเขาได้จริง คุณไม่ต้องไปเล่าเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับบริษัท เช่น เปิดมานานแค่ไหน มีใครเป็นหุ้นส่วน ฯลฯ แต่ให้เน้นไปในส่วนที่ว่าเขาจะได้อะไรจากการซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ หากสินค้าของคุณช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เขา ก็ให้บอกไปเลยว่าเท่าไหร่ หากสินค้าของคุณจะช่วยเพิ่มผลผลิตหรือลดข้อผิดพลาดได้ ก็ให้บอกไปเลยว่าลดได้อย่างไร การตัดสินใจซื้อของลูกค้าในขณะนี้อยู่ที่ความคุ้มค่ามากกว่าเรื่องอื่นใด
  5. ห้ามหยุดการประชาสัมพันธ์ ต้องคอยติดตามข่าวสารต่างๆบนโลกออนไลน์ รวมทั้งทำการโปรโมทเว็บควบคู่ไปด้วย อย่ามุดเข้าไปซ่อนตัวในถ้ำแล้วรอจนกว่าเศรษฐกิจดีจึงค่อยออกมา ถึงป่านนั้นลูกค้าก็ลืมคุณไปแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องสร้างเครือข่ายให้ถูกสถานที่และเวลา เช่น คุณอาจจะเขียนบทความลงในนิตยสารที่เกียวข้องกับธุรกิจ รวมทั้งใช้พวก social network , SEO ให้เป็นประโยชน์ กลุ่มเป้าหมายอาจจะยังไม่มีงบที่จะซื้อสินค้าของคุณ ณ ขณะนี้ แต่หากคุณโปรโมทให้เห็นให้เป็นที่รู้จักบ่อยๆ แล้ววันหนึ่งเมื่อพวกเขาจะซื้อ เขาอาจเลือกซื้อสินค้าจากคุณมากกว่าจากคู่แข่งก็เป็นได้

ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นจะย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม แต่การ โฆษณาเว็บไซต์ ก็ยังคงดำเนินไปได้ เพียงแค่เราไม่หยุดนิ่งที่จะทำการเรียนรู้ช่องทางการตลาดต่างๆ ไม่หยุดนิ่งที่จะโปรโมทสินค้าหรือธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายของเรา เราก็สามารถที่จะขายสินค้าของเราได้ พยายามเรียนรู้คู่แข่งและทิศทางการแข่งขันในโลกปัจจุบันควบคู่ไปด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อที่จะได้ก้าวทันตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป